<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>[[ FooKTien Group ]]-ผลิตภัณฑ์ตราม้าเงา,ปุ๋ย,กรดซิลิคอน,สารเพิ่มผลผลิต,สารปรับปรุงดิน</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th</link>
<description>FOOKTIEN group WebSite</description>
<language>th_TH</language>

<item>
<title>What is Silicon (H4 SiO 4 ) </title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=41</link>
<description><p>
<font color="#000000"><font face="Times New Roman">What is Silicon (H<font size="3">4 </font>SiO<font size="3"> 4 </font>)</font></font><font face="Times New Roman" color="#000000">&nbsp;</font> 
</p>
<p>
<font color="#000000"><font face="Times New Roman">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font size="3">The soil of new forest is full of all minerals that plants use in growth. Moreover, it make plants more quality and not mutation, es</font></font></font><font color="#000000"><font face="Times New Roman"><font size="3">pecially Silicon (H<font size="2">4 </font>SiO<font size="2"> 4 </font>) has special properties such as, prevent disease, prevent insects, increase taste and produce.</font></font></font><font color="#000000"><font size="3"><font face="Times New Roman">&nbsp;<br>
</font></font></font><font color="#000000"><font size="3"><font face="Times New Roman">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; According to research of technocrat&rsquo; Taiwan and America found that the deteriorated soil will need to use silicon 30%, secondary nutrients 10% and NPK like each 20%. It makes plants increase produces 1 times, prevent disease and insects like soil of new forest.</font></font></font><font face="Times New Roman" size="3" color="#000000">&nbsp;<br>
</font><font color="#000000"><font size="3"><font face="Times New Roman">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Silicon can be created 2 methods in the following.</font></font></font> 
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ความยากจนของเกษตรกรทั่วโลก</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=40</link>
<description>ความยากจนของเกษตรกรทั่วโลก<br>
<br>
<br>
แก้ไขได้เมื่อนำกรดซิลิคอน (H4SiO4) ในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป แห่งประเทศไทย ไปใช้ <br>
มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย&nbsp;เช่น<br>
1. ทำไมเมื่อก่อนเกษตรกรเบิกป่าใหม่ ๆ เกษตรกรปลูกพืชผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด ได้ผลผลิตที่สูง และมี รสชาติดี&nbsp;ไม่มีโรคและแมลงรบกวนจึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ดีกินดี<br>
2. แต่เมื่อเกษตรกรปลูกพืช ผัก ผลไม้ไปประมาณ&nbsp;7-8 ปี&nbsp;ผลผลิตจึงลดลงเรื่อย ๆ แถมมีโรคพืชเกิดขึ้นหลายโรค มีแมลงรบกวนมาก จึงต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก มากำจัดแมลงและเชื้อโรค<br>
3. เมื่อผลผลิตลดลง เกษตรกรจึงได้นำเอาปุ๋ยเคมี NPK มาใช้&nbsp;ใช้ในช่วงแรกผลผลิตก็เพิ่มขึ้น แต่พอใช้ไปสัก&nbsp;2-3 ปี&nbsp;ผลผลิตกลับลดลง&nbsp;ทำให้เกษตรกรยิ่งใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น<br>
4. เมื่อใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้น&nbsp;ต้นทุนก็สูงขึ้นแต่ผลผลิตกลับไม่เพิ่ม&nbsp;แถมยังทำให้ผลผลิตลดลงเรื่อย ๆ และยังถูกแมลงและเชื้อโรครบกวนหนักขึ้น เกษตรกรจึงหันมาใช้สารเคมีกำจัดทั้งเชื้อโรคและแมลง ยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก<br>
5. จึงมีคำถามว่าทำไมในป่าที่อุดมสมบูรณ์&nbsp;จึงไม่ต้องใช้&nbsp;NPK หรือใช้สารอื่น ๆ แต่พืชทุก ๆ ชนิดกลับอุดมสมบูรณ์ และแข็งแรงไม่เป็นโรค คำตอบ ทรัพยากรดินในป่าทำไมถึงอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้อะไรไปปรับปรุง&nbsp;เพราะมี&nbsp;จุลินทรีย์คอยแปร ธาตุอาหารหลัก&nbsp;ธาตุอาหารรอง&nbsp;ธาตุอาหารเสริมให้พืชได้ใช้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่า &quot;ความสมดุลทางธรรมชาติ&quot;&nbsp;แต่เมื่อเกษตรกรเบิกป่าใหม่ ๆ&nbsp;นำทรัพยากรดินมาทำธุรกิจทางการเกษตร&nbsp;ก็มีการใช้ทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง&nbsp;มีแต่ใช้&nbsp;แต่ไม่เคยเสริมแร่ธาตุอาหารทุก ๆ ชนิด&nbsp;และไม่เคยสร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้แก่ดิน&nbsp;จึงทำให้ดินเสื่อมลงเรื่อย ๆ เมื่อดินเสื่อมลงก็ได้นำเอาสารเคมี&nbsp;NPK&nbsp;มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต&nbsp;แต่ของทุก ๆ สิ่งบนโลกใบนี้&nbsp;มีคุณอนันต์&nbsp;ย่อมที่จะมีโทษมหันต์&nbsp;ดังนั้นเกษตรกรทั่วโลกยังขาดความรู้&nbsp;เรื่องการใช้สารเคมีทุก ๆ ชนิด เมื่อนำมาใช้ในครั้งแรกมีผลผลิตเพิ่ม&nbsp;ก็ทำให้เข้าใจว่า&nbsp;NPK&nbsp;ดี&nbsp;ก็ยิ่งใช้หนักขึ้น&nbsp;แต่พอใช้ไปนาน ๆ เข้าจึงรู้ว่า&nbsp;การใช้ปุ๋ยเคมีล้วน ๆ ก่อให้เกิดปัญหาดินตายด้าน&nbsp;ดินเสื่อมสภาพหนักขึ้นและก่อให้เกิดโรคชนิดต่าง ๆ มากมาย&nbsp;ฉะนั้นจะแก้ไขอย่างไร&nbsp;มีคำตอบดังต่อไปนี้ <br>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>โครงการแก้จนแบบถาวร</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=39</link>
<description><p>
<strong><br>
โครงการแก้จนแบบถาวร</strong> 
</p>
<p>
<strong>โดยพลเอก ดร. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด</strong> 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 
</p>
<p>
โลกใบใหญ่ที่เราอาศัยอยู่นี้ เป็นพื้นน้ำร้อยละ 70 และมีส่วนที่เป็นพื้นดินเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ในส่วนที่เป็นพื้นดินอันเกิดมาเองโดยธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่างๆในระยะเวลาที่ยาวนาน หินที่สลายตัวผุกร่อนนี้จะมีขนาดต่างกันไป เมื่อผสมรวมกับซากพืชซากสัตว์ น้ำ อากาศ ก็จะสลายเป็นเนื้อดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตทางด้านเกษตร 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในจำนวน 228 ประเทศทั่วโลก มีประชากรรวมกันอยู่ถึง 6,662 ล้านคน ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดคือ จีน รองลงมาคือประเทศอินเดียและประเทศสหรัฐอเมริกาตามลำดับ ในขณะที่ประเทศ มีเกอลง มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 7,026 คน และประเทศไทยมีประชากรอาศัยอยู่ที่อันดับ 20 ของโลก ในจำนวนประชากร 6,662 ล้านคนทั้งโลกนี้ มีมากกว่า 4,000 ล้านคน ประกอบอาชีพเกษตร และมากกว่า 4,000 ล้านคนนี้พบว่ามีรายได้ที่ไม่เพียงพอแก่การดำรงชีวิต หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตร คือการใช้ทรัพยากรแบบสิ้นเปลืองและไม่มีการทดแทน โดยเฉพาะดินซึ่งถือเป็นเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันพบว่าสภาพดินทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเสื่อมโทรม อันเนื่องมาแต่การบุกรุกป่าและการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรอย่างฟุ่มเฟือยไม่ระวัง จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินจึงถูกทำลายลงไปอย่างรุนแรงหนักหน่วง ยิ่งกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติถูกทำลายจนไม่สามารถให้ผลิตผลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เกษตรกรที่มีมากกว่า 4,000 ล้านคนทั่วโลก ก็ยิ่งใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นเพื่อหวังเพิ่มผลผลิตพืชผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่กลับกลายเป็นการทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตามธรรมชาติของเกษตรกร จึงเป็นภาวะหายนะของเกษตรกรนั่นเอง 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุลินทรีย์มีความสำคัญต่อสรรพชีวิตอย่างยิ่ง การย่อยสลายของจุลินทรีย์ทำให้เกิดทรัพยากรมากมายขึ้นมาบนโลกไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน แร่ธาตุและเมื่อมนุษย์ได้เริ่มทำการผลิตเพาะปลูก จุลินทรีย์ก็มีหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์สารนั้นตามกระบวนการเพื่อเป็นปุ๋ยแก่ดิน จนเมื่อเกษตรกรได้ใช้สารเคมีเข้ามาช่วยเพื่อต้องการเร่งผลผลิต สารเคมีจำนวนมหาศาลนี่เองที่เป็นตัวเร่งทำลายจุลินทรีย์ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับประเทศไทยนั้น ดินถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการผลิตทางด้านเกษตรอันเป็นอาชีพหลักของคนไทย ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 320.6 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ด้านการเกษตรรวม 168.8 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 69.8 ล้านไร่ ภาคกลางประมาณ 21.9 ล้านไร่ ภาคเหนือประมาณ 36.9 ล้านไร่ ภาคตะวันออกประมาณ 13.6 ล้านไร่ และภาคใต้ประมาณ 26.4 ล้านไร่ จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินเมื่อปี 2550 พบว่าสามารถแบ่งเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมได้ 4 ระดับคือ 
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>บทบาทของจุลินทรีย์ที่มีต่อพืช</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=38</link>
<description><strong>โดยทั่วไปตามธรรมชาตินั้น จุลินทรีย์มีอยู่ด้วยกัน 3&nbsp; กลุ่ม คือ</strong> 
<p>
1. กลุ่มสร้างสรรค์ คือ จุลินทรีย์ ที่มีคุณประโยชน์แก่พืช มีอยู่ประมาณ 10 % <br>
2. กลุ่มทำลาย คือ จุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรคพืช มีอยู่ประมาณ 10 % <br>
3. กลุ่มเป็นกลาง คือ จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะให้การสนับสนุน มีอยู่ประมาณ 80 % 
</p>
<p>
ดังนั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่ง จุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมาอีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มๆ ตามคุณประโยชน์ที่มีต่อพืช ได้ดังนี้</strong> 
</p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="742">
	
		<tr>
			<td width="17">1.</td>
			<td width="702">จุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ไนโตรเจน (N) แทนยูเรีย&nbsp;&nbsp; จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถใช้ไนโตรเจนจากอากาศซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ถึง 78%แล้วเปลี่ยนให้เป็นไนเตรตซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ได้ ได้แก่ อะโซโตแบคเตอร์ , ไรโซเบียม และ ไนโตรแบคเตอร์ เป็นต้น</td>
		</tr>
		<tr>
			<td>2.</td>
			<td>จุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยฟอสเฟต (P)&nbsp; จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถทำให้ฟอสฟอรัสในดิน ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ได้แก่ เชื้อรากลุ่มแอสเปอร์จิลลัสและเพนิซิลลิน เป็นต้น</td>
		</tr>
		<tr>
			<td>3.</td>
			<td>จุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยโปรแตสเซียม (K)&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถละลายโปรแตสเซียม ในดิน ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียกลุ่มบาซิลลัส เป็นต้น</td>
		</tr>
		<tr>
			<td>4.</td>
			<td>จุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ธาตุอาหารรองแก่พืช ( S, Ca, Mg) จุลินทรีย์กลุ่มนี้เมื่อตายจะถูก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จุลินทรีย์ตัวอื่นย่อยสลายและถูกปลดปล่อยออกมาให้แก่พืช ได้แก่ ยีสต์ กลุ่ม แคนดิดา และ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แซคคาโรไมซีส เป็นต้น&nbsp; </td>
		</tr>
		<tr>
			<td>5.</td>
			<td><strong>จุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตฮอร์โมนพืช</strong> เช่น กลุ่มบาซิลลัส สามารถ สร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช</td>
		</tr>
		<tr>
			<td>6.</td>
			<td>จุลินทรีย์กลุ่มที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย&nbsp; จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะทำหน้าที่ช่วยเร่งการย่อยสลายของซากพืชและซากสัตว์ ได้แก่ กลุ่มไตรโคเตอร์มา และเซลลูโมแนส </td>
		</tr>
		<tr>
			<td>7.</td>
			<td><strong>จุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตสารป้องกันและทำลายโรคและแมลงในพืช</strong> จุลินทรีย์ กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งการเจริญของเชื้อราและ แบคทีเรียพวกที่ก่อโรคบางชนิด เช่น แบคทีเรียกลุ่มแลคโตบาซิลลัส </td>
		</tr>
		<tr>
			<td>8.</td>
			<td>จุลินทรีย์กลุ่มที่สร้างสีสันให้กับพืชผัก เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตสารให้สีที่เรียกว่า&nbsp; แคโรทีนอยส์ (สารสีเหลือง, สารสีส้ม) และ แอสตาแซนทิน (สารสีแดง) เมื่อพืชผักได้รับสารดังกล่าวแล้ว จะช่วยเพิ่มสีสันให้สวยงามและน่ารับประทานยิ่งขึ้น ได้แก่ จุลินทรีย์กลุ่มพัฟเฟียโรโดไซมา และ โรโดทอรูลา </td>
		</tr>
	
</table>
</description>
</item>

<item>
<title>ปุ๋ยสูตรใหม่ของโลก</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=37</link>
<description>&nbsp; ปุ๋ยสูตรใหม่ของโลก<br>
<br>
มีถึง&nbsp; 6&nbsp; กลุ่มอยู่ในกระสอบเดียวกัน 
<p>
<strong>บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป แห่งประเทศไทย&nbsp; ผลิตได้แต่เพียงผู้เดียวของโลก</strong> 
</p>
<p>
คุณสมบัติของปุ๋ยสูตรใหม่&nbsp; สามารถเพิ่มผลผลิต&nbsp; พืชผัก ผลไม้&nbsp; ทุก ๆ ชนิดได้ถึง&nbsp; &nbsp;100-300%&nbsp; คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ + เคมี + ธาตุอาหารรอง + ธาตุอาหารเสริม + &nbsp;กรดซิลิคอน<strong>(</strong><strong>H4SiO4</strong><strong>)&nbsp; </strong>&nbsp;+ จุลินทรีย์&nbsp;&nbsp; เป็นสารปรับปรุงดิน สารเพิ่มผลผลิต&nbsp; เมื่อใช้แล้วทำให้ดินร่วนซุย&nbsp; ดินอุดมสมบูรณ์&nbsp; เหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ ทำให้ดินมีไส้เดือนเกิดขึ้นมากมาย&nbsp; ปุ๋ยตัวนี้นอกจากเพิ่มผลผลิตให้ได้ 100-300%&nbsp; แล้ว&nbsp; ยังสามารถเพิ่มรสชาติ&nbsp; ป้องกันแมลง และกำจัดเชื้อโรคทุก ๆ ชนิดได้ดีเยี่ยม&nbsp; มีหลายสูตรให้เกษตรกรได้เลือกใช้ 
</p>
</description>
</item>

<item>
<title>ต้นเหตุของความยากจน</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=36</link>
<description>ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นเมืองเกษตรกรรม <strong>&quot;ดิน&quot;</strong> ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการผลิตทางด้านการเกษตร ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของคนไทย จำนวนพื้นที่ของประเทศไทย 320.09 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตรประมาณ 130.34 ล้านไร่ หรือประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศสามารถแบ่งเป็น 4 ภาคดังนี้<br>
&nbsp;<br>
<br>
<img src="images/graph.jpg" alt=" " width="200" height="201">&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
<br>
<br>
<br>
&nbsp; 
<p>
<strong>รูปที่ </strong><strong>1 พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตรของประเทศไทยปี 2550</strong> 
</p>
<p>
<em>(ที่มา </em><em>: ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจการเกษตร , ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)</em> 
</p>
<br>
<p>
จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินเมื่อปี&nbsp; 2550 พบว่าสามารถแบ่งพื้นที่เสื่อมโทรมได้ 4 ระดับคือ 
</p>
<ul>
	<li>1. พื้นที่เสื่อมโทรมระดับดุลยธรรมชาติประมาณ 151 ล้านไร่ </li>
	<li>2. พื้นที่เสื่อมโทรมระดับเฝ้าระวังประมาณ 132 ล้านไร่</li>
	<li>3. พื้นที่เสื่อมโทรมระดับรุนแรงประมาณ 35 ล้านไร่</li>
	<li>4. พื้นที่เสื่อมโทรมขั้นวิกฤติ มีเนื้อที่ประมาณ 183,000 ไร่ </li>
</ul>
<br>
<p>
<strong><u>สาเหตุที่ดินเสื่อมโทรม</u></strong> 
</p>
<p>
เนื่องจาก &quot;ดิน&quot; เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า เป็นรากฐานของชีวิตเกษตรกร เป็นสิ่งที่เกษตรกรใกล้ชิดมากที่สุด แต่เกษตรกรกลับรู้จักดินน้อยที่สุด จึงเป็นสาเหตุของสภาพดินเกิดความเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการที่เกษตรกรขาดความรู้เรื่องดินที่ถูกต้อง ไม่ได้ทำการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินให้อยู่ในสภาวะปกติสมบูรณ์ อีกทั้งมาจากการใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้เกิดการสะสมสารเคมีตกค้างในดิน เมื่อแร่ธาตุอาหารและจุลินทรีย์ในดินหมดไป ก็จะทำให้ดินสูญสิ้นสภาพปกติอันเหมาะแก่การเพาะปลูก เมื่อดินเสื่อมโทรมก็เป็นผลทำให้เกิดปัญหาเรื่องโรคและแมลงเข้าทำลายพืชผล ยิ่งทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มสารเคมีมากขึ้นเพื่อกำจัดแมลง วัชพืช และโรคต่างๆ ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ผลผลิตที่ได้ลดต่ำลง ผลไม้ขาดรสชาติ การลงทุนไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป เป็นผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรพบกับความยากจนยิ่งขึ้นและต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าหลักในการส่งออก โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด คือ ข้าว มัน-สำปะหลัง อ้อย ผักผลไม้ และยางพารา ซึ่งทำรายได้มหาศาล แต่ถูกปฏิเสธและส่งกลับเข้าประเทศ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้น มีสารปนเปื้อนทั้งยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืชหรือปุ๋ยเคมี ซึ่งส่งผลทำให้เกิดภาพลบทางเศรษฐกิจโดยตรงมายังเกษตรกร 
</p>
<p>
เมื่อดินเกิดปัญหาเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากดินขาดจุลินทรีย์ การปลูกพืชทุกชนิดจึงไม่ได้ผล เช่น 
</p>
<ul>
	<li>อ้อยที่เคยปลูกได้ 30 ตัน/ไร่ ก็ลดลงเหลือเพียง 8-10 ตัน/ไร่ </li>
	<li>พืชหลายชนิดมีผลิตผลลดลง 100-200%</li>
	<li>ข้าวที่เคยผลิตได้ 120 ถัง/ไร่ ลดลงเหลือเพียง 50-80 ถัง/ไร่</li>
	<li>ข้าวโพดเคยผลิตได้ 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ลดเหลือเพียง 300-400 กิโลกรัม/ไร่ </li>
	<li>มันสำปะหลังและมันทุกๆชนิด หลังจากดินเสื่อมหมดสภาพ ผลผลิตลดลงถึง 200% </li>
	<li>ถั่วทุกชนิดลดลง 200-300% </li>
	<li>ผักต่างๆ ซึ่งใช้สารเคมีในปริมาณที่มหาศาล ก็มียอดการผลิตลดลง 200-300% </li>
	<li>ผลไม้ทุกกลุ่มก็ล้วนมีปัญหาในยอดการผลิตตกต่ำและรสชาติที่สูญเสียไป อีกทั้งมีแมลง และเชื้อโรคร้ายเข้ามาทำลายเบียดเบียน </li>
</ul>
<p>
ดังนั้นสรุปได้ว่า&nbsp; &quot;<strong>ต้นเหตุความยากจนของเกษตรกรคือ ดินเสื่อมสภาพนั่นเอง&quot;</strong> 
</p>
<p>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงตรัสไว้ว่า <strong>&quot;ดินดี เกษตรกรจะอยู่ดีกินดี&quot;</strong> และพระราชทานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่พสกนิกร 
</p>
<p>
ดังนั้น ทางโครงการแก้จนแบบถาวรจึงขอนำเสนอวิธีการผสมปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ไว้ใช้เอง ซึ่งแนะนำให้ใช้กรดซิลิคอน ซึ่งมีสูตรเคมีคือ H4SiO4 มาใช้เป็นสื่อผสมแทนดินเหนียว เกษตรกรจะสามารถผลิตปุ๋ยเต็มสูตรไว้ใช้เองได้ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นได้อีก 1-2 เท่าตัวและกรดซิลิคอน (H4SiO4) ยังช่วยปรับปรุงสภาพดินให้ดินยังคงมีความอุดมสมบูรณ์เหมือนกับตอนเปิดป่าใหม่ และยังช่วยให้พืชผักผลไม้มีรสชาติดีขึ้นอีกด้วย เมื่อเกษตรกรใช้ปุ๋ยสูตรของโครงการแก้จนแบบถาวรแล้ว เกษตรกรจะสามารถแก้ไขความยากจนได้อย่างแน่นอน 
</p>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>กรดซิลิคอนคืออะไร?</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=29</link>
<description><div align="justify">
&nbsp; 
<p>
กรดซิลิคอน <strong>(</strong><strong>H4SiO4</strong><strong>)</strong> คืออะไร 
</p>
<p>
ทำไม! พืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิดจึงต้องการ? 
</p>
<br>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรดซิลิคอน มีสูตรทางเคมี H4SiO4 จึงทำให้ละลายน้ำได้ ขั้นตอนการใช้พืช พืชจะดูดขึ้นไปพร้อมกับน้ำและธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิว แต่กรดซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมอยู่ที่ผิวพืช เมื่อมีมากขึ้นก็กลายเป็นผลึกควอร์ท โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวของพืชแข็งแกร่ง ต่อต้านเพลี้ย หนอน รา ไส้เดือนฝอยดีขึ้น และยังทำให้พืชไม่เปลี่ยนสายพันธุ์ ทำให้รสชาติดี 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำอธิบายถึงกรดซิลิคอนว่าทำไมถึงใช้ถึง 30% ในดินที่เสื่อมโทรมและหมดคุณภาพ และทำไมเมื่อใช้แล้วสามารถทำให้ดินที่หมดคุณภาพ กลับมามีคุณภาพเหมือนดินที่เปิดป่าใหม่ ๆ ในดินที่เปิดป่าใหม่ ๆ จะมีส่วนผสมของแร่ธาตุครบทุก ๆ ชนิดที่พืชจะต้องนำมาใช้ในการเจริญเติบโต และแร่ธาตุเหล่านั้นยังทำให้ต้นพืชมีคุณภาพไม่เปลี่ยนสายพันธุ์ โดยเฉพาะแร่ธาตุกรดซิลิคอนมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ป้องกันเชื้อโรค ป้องกันแมลง และเพิ่มรสชาติ เพิ่มผลผลิต 
</p>
<br>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้น ดินที่เสื่อมโทรมจากการวิจัยของนักวิชาการจากประเทศไต้หวันและประเทศอเมริกา พบว่า ในดินที่เสื่อมโทรมจะต้องใช้กรดซิลิคอนถึง 30% ธาตุอาหารรองชนิดต่างๆ 10% ใช้ NPK อย่างละ 20% ถึงจะทำให้พืชเจริญเติบโตเพิ่มผลผลิตขึ้นมาจากเดิมถึง 1 เท่าตัว และยังป้องกันโรค แมลงได้เหมือนดินที่เปิดป่าใหม่ๆ 
</p>
<br>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้นคำว่า <strong>&quot;กรดซิลิคอน&quot; </strong>จะได้มา 2 ทาง ดังนี้ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.ได้มาจากเศษซากพืชที่ย่อยสลายแล้ว 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.ได้มาจากการนำซิลิคอน หรือซิลิก้า มีสูตรทางเคมี คือ SiO2 มาแปรเป็นกรดซิลิคอน ซึ่งเมื่อแปรแล้วจะมีสูตรเป็น H4SiO4 คือ กรดซิลิคอน 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากซิลิก้า หรือซิลิคอน (SiO2) คือธาตุหยาบที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด เมื่อเกษตรกรนำซิลิก้าไปใช้ ก็จะทำให้ดินร่วนซุยอยู่บ้าง&nbsp; ดังนั้นกานำซิลิคอน หรือซิลิก้า นำไปแปรรูปเป็นกรดซิลิคอนจะมีวิธีการที่ยุ่งยาก ขออธิบายดังนี้ การนำซิลิก้าหรือบางคนเรียกว่า ซิลิคอน มีสูตรทางเคมีคือ SiO2 ซึ่งเป็นธาตุหยาบเมื่อนำไปแปรรูปเป็นธาตุละเอียด ซึ่งพืชสามารถนำใช้ได้ 100% ก็จะมีสูตรเป็น H4SiO4 หรือเรียกว่า <strong>&quot;กรดซิลิคอน&quot;</strong> 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากเป็นรูปน้ำจะเรียกว่า <strong>&quot;ซิลิแอร์ซิค&quot;</strong> ซึ่งมีสูตรทางเคมีคือ H4SiO4 เพราะฉะนั้นเกษตรกรอย่าสับสน มีผู้ชมโทรเข้ามาถามว่าได้เอาซิลิคอนไปใช้ เมื่อใช้แล้วไม่ได้ผล จะใช้ให้ได้ผลได้อย่างไร เมื่อท่านนำทรายไปใช้ ทรายมีอยู่ 5 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ดังนี้ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.ทรายแก้วนำไปผลิตกระจก และเครื่องใช้ต่าง ๆ มีซิลิก้าเกือบ 100% 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.ทรายหิน เป็นหินภูเขา ซึ่งมีซิลิก้าสูงถึง 80-90% 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.ทรายทั่วๆ ไป คือดินร่วนปนทราย 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4.ทรายปากแม่น้ำ ซึ่งเป็นทรายมีส่วนผสมของธาตุอาหารต่าง ๆ ซึ่งทับถมกันมาเป็นล้าน ๆ ปี ทรายกลุ่มนี้ เท่านั้นที่สามารถนำมาแปรรูปเป็น &quot;กรดซิลิคอน&quot; ชนิดผงและชนิดเม็ดเท่านั้น 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 5.ทรายเกิดจากภูเขาไฟ เรียกว่า &quot;ซีโอไลท์&quot; ก็นำมาใช้ได้บ้าง แต่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ส่วนมากจะนำไปใช้ในบ่อกุ้ง 
</p>
<p>
<strong>กรดซิลิคอนชนิดเม็ดและชนิดผง ผลิตได้แต่ผู้เดียว</strong> 
</p>
<p>
คือ <strong>บริษัทฟุกเทียนกรุ๊ป (ผลิตภัณฑ์ตราม้าเงา) จำกัด </strong>เท่านั้น 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำแนะนำ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำว่า <strong>&quot;กรดซิลิคอน&quot; </strong>มีสูตรทางเคมี คือ H4SiO4 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำว่า <strong>&quot;ซิลิก้า&quot; </strong>หรือ ซิลิคอน มีสูตรทางเคมี คือ SiO2 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเมื่อมีสูตรทางเคมีแตกต่างกัน คุณประโยชน์ย่อมที่จะแตกต่างกัน ซิลิก้า หรือ ซิลิคอน หรือทรายทั่วๆ ไป&nbsp; ทราบกันว่าทรายมีสูตรทางเคมีคือ SiO2 โดยทั่ว ๆ ไป ทรายจะนำมาถมที่ก่อสร้าง หากมีเปอร์เซ็นต์ดีก็จะนำไป ทำกระจกหรือแก้ว ทรายเป็นธาตุหยาบที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ แต่สำหรับกรดซิลิคอน มีสูตรทางเคมี คือ H4SiO4 &nbsp;คือ ธาตุละเอียดที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปกติในพื้นที่ป่าใหม่ในดินจะมีกรดซิลิคอนอยู่ กรดซิลิคอนได้มาจากไหน ก็มาจากใบไม้ เศษซากพืชที่ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายทับถมกันมานาน ใบไม้และในซากพืชทุกชนิดจะมีกรดซิลิคอนอยู่ เมื่อทับถมกันนานเข้าจะมีกรดซิลิคอนในดินที่เปิดป่าใหม่เท่านั้น เมื่อพืชใช้กรดซิลิคอนแล้ว พืชจะแข็งแรง เชื้อโรคและแมลงไม่สามารถเข้าทำลายพืชได้ แต่เมื่อพืชใช้ไปนาน ๆ เข้า กรดซิลิคอนในดินก็จะหมดไปจากดิน เป็นต้นเหตุทำให้ดินเสื่อมโทรม 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>มีเหตุผล 4 ประการ ที่ทำให้เลือกใช้ปุ๋ยกรดซิลิคอน</strong> 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ประการที่ 1 </strong>&nbsp;คือ กรดซิลิคอนจะไปช่วยเสริมให้ต้นไม้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคพืช แมลง ศัตรูพืช และลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา อันเนื่องมาจากสภาพอากาศ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ประการที่ 2&nbsp; </strong>คือ ช่วยรักษาดิน ซึ่งเป็นผลจากปฏิกิริยาเคมี จะช่วยทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน ทั้งกายภาพและด้านเคมีและรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ในด้นที่พืชสามารถจะดูดซับได้ 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ประการที่ 3 </strong>คือ ปุ๋ยกรดซิลิคอนสามารถทำให้พืชผักผลไม้ไม่แปรเปลี่ยนสายพันธุ์ ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น มีรสชาติที่ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะในนาข้าว และข้าวโพด เมื่อใช้แล้วสามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 
</p>
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ประการที่ 4</strong> คือ เหตุผลด้านนิเวศวิทยา อุตสาหกรรมการผลิตที่มีความปลอดภัยจะใช้กรดซิลิคอน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของเสียอันเนื่องมาจากการผลิต จากเหตุผลประการทั้งปวงนี้ ปุ๋ยกรดซิลิคอน จึงสมควรจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้นเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 
</p>
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>ความรู้เรื่อง บำบัดน้ำเสีย (2)</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=28</link>
<description><div style="text-align: center">
<strong>&nbsp;</strong> 
<p>
<strong>Coagulation---Flocculation---Floatation</strong><br>
<br>
</p>
<div style="text-align: center">
<img src="upload/Image/Anna/Lap/CFF1.jpg" alt=" " width="300" height="187"> 
</div>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 
<div align="justify">
<p>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <font size="4">กระบวนการ coagulaton-flocculation-floatation (CFF) ของ Stork Aqua สามารถขจัดสารแขวนลอย&nbsp; ที่ทำให้น้ำเสียออกไปได้ ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ น้ำเสียส่วนใหญ่จะเกิดจากสารแขวนลอย (Emulsified) ได้แก่โปรตีนต่างๆ ที่มาจากโรงฆ่าสัตว์ อุตสาหกรรมนม หรือสีย้อมผ้าจากโรงงานทอผ้า เป็นต้น<br>
</font>&nbsp; 
</p>
</div>
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>ความรู้เรื่อง ระบบบำบัดน้ำเสีย</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=26</link>
<description><strong><br>
</strong>
<div style="text-align: center">
<strong><img src="upload/Image/Anna/Lap/CFF2.jpg" alt=" " width="200" height="112"></strong>&nbsp;<font face="Times New Roman" size="3"></font> 
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>เปรียบเทียบน้ำที่กรองด้วยเครื่องกรองน้ำทั่วไปกับเครื่องกรองน้ำระบบอาร์โอ</title>
<link>http://www.fooktiengroup.co.th/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=24</link>
<description><strong><br>
<div style="text-align: center">
<img src="upload/Image/Anna/RO/water.gif" alt=" " width="518" height="258"> 
</div>
<br>
</strong>
<div align="center">
<p>
<a href="upload/File/download/Water1.pdf"><strong><font color="#000000">คลิ๊กที่นี่&nbsp;เพื่อดาวโหลดเอกสาร<br>
เรื่อง เปรียบเทียบน้ำที่กรองด้วยเครื่องกรองน้ำทั่วไปกับเครื่องกรองน้ำระบบอาร์โอ</font></strong></a> 
</p>
</div>
</description>
</item>

</channel>
</rss>