โครงการแก้จนแบบถาวร


โดยพลเอก ดร. ชัยสิทธิ์  ชินวัตร และ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด


             เรียน  รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลทั่วโลก
ประชากรทั่วโลกมีมากถึง  6,662  ล้านคน มีมากกว่า 4,000  ล้านคน  ที่มีอาชีพเกษตรกรรม  ปัญหาความยากจนรุมเร้าบุคคลที่มีอาชีพเกษตรกรรม จึงทำให้ปัญหาเศรษฐกิจแต่ละประเทศสั่นคลอน  ต้นเหตุของความยากจนเนื่องจากมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบสิ้นเปลืองเกินไป  เช่น บุกรุกป่า จนทำให้ เกิดสภาวะโลกร้อน  ทำลายดินด้วยสารเคมี จนทำให้    จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สูญสลายเมื่อจุลินทรีย์ถูกทำลาย  จึงเป็นต้นเหตุทำให้ดินเสื่อมสภาพ  เมื่อดินเสื่อมสภาพนั่นแหละคือต้นเหตุของความยากจนอย่างแท้จริง  ของคนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเกษตรกรรม


            ดังนั้นขอเล่าโดยย่อ ๆ ต้นเหตุของความยากจนดังนี้


1. จุลินทรีย์ซึ่งได้มีการพิสูจน์กันแล้วว่า  เป็นพระเอกของมนุษย์  และสิ่งมีชีวิตของโลกใบนี้เพราะจุลินทรีย์มีบทบาท สร้างทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่าง บนโลกใบนี้
2. ทรัพยากรชนิดต่าง ๆ  ที่จุลินทรีย์ได้สร้างไว้ให้มนุษย์ได้ใช้  เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั่วโลก
3. เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นก็มีการพัฒนาสร้างสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต คือ พืชแต่ละชนิด  เช่น ข้าว  อ้อย  ยางพารา พืช ผัก ผลไม้ เครื่องปรุงแต่ง เช่น กาแฟ + สมุนไพร และยารักษาโรค  ยารักษาโรคหลากหลายชนิดที่ผลิตจากจุลินทรีย์  บางอย่างก็ผลิตจากทรัพยากรธรรมชาติ  พูดถึงเรื่องดิน  ดินทั่วโลก  มีสภาพเสื่อมโทรมเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อดินเสื่อมสภาพและไม่มีป่าให้    บุกรุก  จึงทำให้เกษตรกรทั่วโลก  ซึ่งมีมากถึง  4,000  ล้านคน  มีรายได้ไม่พอ     จุนเจือครอบครัว  เมื่อเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดรายได้  จึงมุ่งเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม  ต่อมาภาคอุตสาหกรรมก็แย่ลง  เพราะผลิตมาแล้ว ไม่มีใครซื้อ  จึงเป็นต้นเหตุของเศรษฐกิจ  โลกพังครืนทั่วโลก  ดังนั้นต้นเหตุที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกล่มสลายเกิดจาก  ดินเสื่อมโทรมนั่นเอง  ท่านลองคิดดูหากคนส่วนใหญ่     มีรายได้จากผลผลิต  เช่น  ในอดีต  ขอยกตัวอย่าง  พืชที่มนุษย์ขาดไม่ได้ดังนี้ 
1. ข้าว  และการปลูกข้าวทุก ๆ ชนิด เมื่อตอนเปิดป่าใหม่ผลิตได้  120  ถัง  ต่อ 1 ไร่ ปัจจุบันผลิตได้ 40 ถัง
2. อ้อย  ซึ่งนำมาผลิตน้ำตาล ปัจจุบันนำมาผลิตแก๊สโซฮอล์  เมื่อเปิดป่าใหม่ ๆ ผลิตได้ 30 ตัน ต่อ 1 ไร่ ปัจจุบันผลิตได้ 8 ตัน ต่อ 1 ไร่
3. ข้าวโพดเปิดป่าใหม่ผลิตได้ 1,000 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่  ปัจจุบันผลิตได้ 300-400 กิโลกรัม  ต่อ 1 ไร่ 
4. มันสำปะหลังและมันทุก ๆ ชนิด หลังจากดินเสื่อม    โทรมมีผลผลิตต่ำกว่าเดิม     ถึง  200% 
5. ถั่วเหลือง ตระกูลถั่วทุก ๆ ชนิด  ก็มีปัญหาเช่นเดียวกันเมื่อดินเสื่อมโทรมผลผลิตลดลง 200-300%
6. ตระกูลพืชผักก็ลดลง 200-300%  แถมยังใช้สารเคมีมากขึ้นเป็นที่น่าตกใจ เป็นอย่างยิ่ง
7. ผลไม้ทุก ๆ กลุ่มมีปัญหา  ขาดรสชาติเนื่องจาก  ใช้สารเคมีมากเกินไปจึงมี ผลผลิตที่ตกต่ำและขาดคุณภาพ  แมลงและเชื้อโรคเข้าทำลาย

ดังนั้นโครงการแก้จนแบบถาวร  โดยท่านพลเอก ดร.ชัยสิทธิ์  ชินวัตร
และในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด  โดยคุณธรรมยุทธ์  เจนพิชิตกุลชัย 
ในฐานะผู้บริหาร


          ขอมอบแร่ธาตุอาหารเสริมให้แก่รัฐบาล  ทุก ๆ รัฐบาลทั่วโลก     จำนวน  20  ตัน ต่อ 1 ประเทศ หรือ  1  ตู้ คอนเทนเนอร์  เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรของแต่ละประเทศ  นำไปทดลองแก้ไขดินที่เสื่อมคุณภาพ  ดินที่แข็งกระด้าง  ดินที่ไม่มีสัตว์หน้าดินหลงเหลืออยู่เลย ดินที่ขาดจุลินทรีย์อย่างรุนแรง  ธาตุอาหารดังกล่าวเรียกว่า  ธาตุอาหารเลี้ยงไส้เดือนและจุลินทรีย์    เมื่อนำไปใช้แล้ว    1 เดือน  จะมีไส้เดือนเกิดขึ้นมากมาย  ดินจะร่วนซุย ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ชนิด 1-2 เท่าตัว  เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น  ก็เท่ากับว่าดินดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ ดินเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง   เกษตรกรทั่วโลกจะ หายจนภายใน  1 ปี

วิธีใช้   
        ธาตุอาหารนี้โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  โดยลดปุ๋ยเคมีลงมา 50%  ใช้ธาตุอาหารเข้าไปแทน ให้ครบ 100%  แล้วนำไปใช้เท่าที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี  โดยไม่ต้องเพิ่ม
หากจะนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์  หรือ มูลสัตว์  ก็ใช้วิธีเดียวกัน  หากท่านใช้ได้ผลดีประการใดขอรายละเอียดตอบกลับมาด้วย  เพื่อจะได้นำไปเผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วโลก ได้ใช้เพื่อจะได้แก้จนกันแบบถาวร  แต่ผลที่เกษตรกรจากประเทศมาเลเซีย  ได้ซื้อจากประเทศไทยแล้ว  นำไปใช้แล้วกับพืช ผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด  มีผลผลิตเพิ่มขึ้น  200-300%

ตำราการใช้ธาตุอาหารรอง + สารเลี้ยงไส้เดือน และเลี้ยงจุลินทรีย์ +  H4SiO4

1. วิธีใช้ในปาล์ม  ปาล์มเล็ก อายุ  1  ปี ควร   ใช้ต้นละครึ่งกิโลกรัม  ปาล์มอายุ       5  ปี ขึ้นไป ใช้ต้นละ  3-5  กิโลกรัม  1  ปี ควรใช้  3-4  ครั้ง  ทุก ๆ ครั้ง ที่ใช้สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยลดปุ๋ยเคมีลง 50%  ใช้ธาตุอาหารรอง + สารเลี้ยงไส้เดือนและเลี้ยง      จุลินทรีย์   (H4SiO4)  50%
2. วิธีใช้ในยาง  รองพื้นใช้  1  กำมือ  ยางอายุ  6  เดือน  ใช้  2  กำมือ  ยางอายุ  1  ปี  ใช้  3     กำมือ   ยางอายุ  2-3  ปี  ใช้ต้นละ  4  กำมือ  ยางอายุ  5-6  ปี  ใช้ต้นละ  5        กำมือ    ยางอายุ  7-12 ปี  ใช้ต้นละ  8  ขีด ถึง  1  กิโลกรัม   ยางอายุ  15 -20    ปี  ขึ้นไป ใช้ต้นละ  2  กิโลกรัม
วิธีใช้  ใช้เดี่ยว ๆ ก็ได้  หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  อย่างละครึ่ง  ก็ได้ลดปุ๋ยเคมีลง       50 %  ใช้ธาตุอาหารรอง + สารเลี้ยงไส้เดือน และเลี้ยงจุลินทรีย์  (H4SiO4) 50% 
3. วิธีใช้ในผลไม้   ผลไม้ทุก ๆ ชนิด เช่น   โกโก้  ทุเรียน  ลำไย ส้มทุก ๆ ชนิด หรือผลไม้อื่น ๆ ขึ้นอยู่ที่ขนาดทรงพุ่ม  อายุ  1  ปี ก็ใช้  3  กำมือ  อายุ  2-3 ปี  ก็ใช้ต้นละครึ่งกิโลกรัม  อายุ  4  ปี  ขึ้นไป  ใช้ต้นละ  1-2  กิโลกรัม  ทรงพุ่มใหญ่ ๆ มีอายุ  6-8  ปี  ใช้     3-5  กิโลกรัม  ขึ้นอยู่ที่ขนาดทรงพุ่ม 
วิธีใช้  ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  โดยลดเคมีลง 50%  แล้วใช้ธาตุอาหารรอง + สารเลี้ยงไส้เดือนและเลี้ยงจุลินทรีย์  (H4SiO4)  อีก 50%
4. วิธีใช้ในพืชผัก พืชไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับ
เช่น  ข้าว  ข้าวโพด  อ้อย ถั่วทุก ๆ ชนิด  มันทุก ๆ ชนิด  ผักทุก ๆ ชนิด  ไม้ดอก  ไม้ประดับทุก ๆ ชนิด  มีวิธีใช้ดังต่อไปนี้  ให้ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  ในการใช้งวดแรกที่ดินเสื่อมสภาพมาก ๆ ไม่มีไส้เดือนเลย  ดินแข็งกระด้างผลผลิตตกต่ำ 
ให้ใช้ไร่ละ  50  กิโลกรัม    โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  เช่น  เร่งต้น  ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร  46-0-0  เร่งราก  เร่งหัว เร่งลูก ให้ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี  สูตร 46-0-0 และสูตร 18-46-0
และสูตร 0-0-60   แต่ควรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง  60%  ใช้เพียง 40%  ก็พอ  เมื่อใช้            ธาตุอาหารรอง + สารเลี้ยงไส้เดือนและเลี้ยงจุลินทรีย์  (H4SiO4)   แล้วผลผลิตจะเพิ่มขึ้น  1-2  เท่าตัว  ดินจะมีไส้เดือนเกิดขึ้นมากมาย  ดินจะฟู  ดินที่เคยตายด้านไม่มีชีวิตชีวา      จะกลับกลายเป็นดินที่มีคุณภาพ  ดินจะดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ


ข่าวดีสำหรับเกษตรกรทั่วโลก

ฟุกเทียนเมืองไทยสามารถเพิ่มผลผลิต  พืช  ผัก  ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด ได้      1-2  เท่าตัว  ต้องการแจกสารเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรทั่วโลกฟรี   แจกให้ฟรี  ประเทศละ  20  ตัน   20,000  กิโลกรัม  หากท่านเปิดเจอเว็บไซต์  เว็บนี้แล้วทำความเข้าใจในเนื้อหา   จากนั้นกรุณานำไปเสนอให้รัฐบาลของท่านได้รับทราบ      เพื่อจะได้แก้จนให้แก่เกษตรกรของประเทศท่าน    ให้หายจนด้วยวิธีการเพิ่มผลผลิต  ด้วยการใช้สารเพิ่มผลผลิตจากประเทศไทย


 

ปีแห่งการฟื้นฟูทรัพยากรดิน

รัฐบาลทั่วโลกจะต้องรีบปฏิบัติด่วน

    มนุษย์เราเกิดมา  รู้จักการเรียนรู้ทุก ๆ เรื่อง  เรื่องของการใช้  แต่มนุษย์ลืมไป
ว่าใช้อย่างเดียวไม่ได้  จะต้องรู้จักการเรียนรู้ เรื่องป้องกัน และการแก้ไข อย่ารอจนสายค่อย   มาหาหนทางแก้ไขจะไม่ทัน  แบบเช่นทุก ๆ วันนี้  ของทุก ๆ อย่างในโลกนี้  มีคุณอนันต์  และโทษมหันต์  ดิน pH ดี ใช้ปุ๋ยเคมีจะไม่มีปัญหา  หากใช้ไปนาน ๆ ดินเป็นกรด  ดินจะเกิดการสะสมสารไนไตรท์  หากยังไม่แก้ไขดินจะมีการสะสมสารไนตรัท  และในที่สุดดินจะสะสมกรดไฮโดรเจนซัลไฟด์   ปลูกอะไรก็จะทำให้เกิดโรค  เพราะสารไนตรัทและ ไฮโดรเจนซัลไฟด์นี้  เป็นอาหารของจุลินทรีย์  กลุ่มที่เกิดโทษทำให้เกิดโรคชนิด  ต่าง ๆ ในพืช ผัก ผลไม้  ดังนั้นเกษตรกรเมื่อหมักจุลินทรีย์นำมาใช้เอง  หากจุลินทรีย์ที่หมักมีกลิ่นหอมจะดี  เพราะเป็นจุลินทรีย์ที่เกิดคุณประโยชน์  หากหมักแล้วมีกลิ่นเหม็นรีบเททิ้งเพราะเป็น     จุลินทรีย์ที่เกิดโทษเมื่อนำไปใช้จะเป็นโทษ
เมื่อพูดถึงสินค้าทุก ๆ ชนิด  สรรพคุณบรรยายได้  แต่การทดลอง จะชัดเจนกว่าการ
บรรยาย  การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง  มนุษย์ทั่วโลกมีถึง  6  พันกว่าล้านคน  ใช้
ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย    ขอยกตัวอย่างที่มนุษย์สามารถผลิตนำมาทดแทนทรัพยากรที่หมดไปได้และไม่ได้  เช่น

  1. ไฟฟ้า หากน้ำมันหมด ถ่านหินหมดสามารถผลิต ได้จาก แสงอาทิตย์ น้ำ ลม ดิน 
  2. น้ำมัน  ได้จากใต้ดิน หากหมดก็ใช้พืชเป็นพลังงานแทนได้
  3. แร่ทอง หรือแร่อื่น ๆ หากหมดก็จะไม่สามารถหาแหล่งทดแทนได้  แต่สามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้
  4. ดินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  สำหรับชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นแหล่งผลิตอาหารผลิตสิ่งปลูกสร้าง เช่น  ต้นไม้ยืนต้น และเป็น  แหล่งผลิตพลังงานทุก ๆ ชนิด  ดินไม่สามารถหาทดแทนได้เพราะมีจำกัด  แต่ดินเสื่อมทำให้เป็นดินดีได้
  5. จุลินทรีย์  มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ทุก ๆ  ชนิด                        จุลินทรีย์ มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ  ดังนี้

กลุ่มให้โทษมหันต์  และกลุ่มให้คุณอนันต์ 
จุลินทรีย์แปรเปลี่ยนได้หลาย ๆ อย่าง  ในโลกมนุษย์  ถ้ามนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมเมื่อไหร่  จุลินทรีย์จะกลายเป็นโทษมหันต์ทันที  แต่กลับกันหากสภาพแวดล้อมดี  จุลินทรีย์  จะกลับกลายเป็นคุณประโยชน์มากมายเช่นกัน
ฉะนั้นเมื่อดินเสื่อมทั่วโลก อะไรเกิดขึ้นกับเกษตรกรทั่วโลก   ซึ่งมีอยู่ถึง 6,662 ล้านคน และมีอาชีพเกษตรกรรมถึง 4,000 ล้านคน     ขอยกตัวอย่างเกษตรกรที่มีอาชีพปลูกพืช  เป็นอาชีพหลัก เช่น เกษตรกรที่มีอาชีพปลูกข้าวขึ้นมาเป็นแม่แบบ  ให้ทุก ๆ ท่านได้ทราบดังนี้
เริ่มต้นเปิดนาใหม่ ๆ จะปลูกข้าวได้  120  ถัง ต่อ 1 ไร่  ไม่เคยใช้สารเคมีทุก ๆ ชนิด    5-6 ปี  ต่อมา  ดินเริ่มหมดสภาพ   ดินเริ่มหมดแร่ธาตุอาหาร  เกษตรกรก็เริ่มหันมาใช้สารเคมี  เช่น ปุ๋ย NPK และอีก 10 ปี ต่อมา การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไปโดยไม่มีการบำรุงดิน  ทำให้ดินเสื่อมสภาพมาก  เช่น สัตว์หน้าดินหดหายไป  จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ก็หายไปหมด  มีแต่จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโทษเข้ามาทดแทน   ดินที่มีคุณภาพปกติ มี pH เป็นกลางเริ่มเปลี่ยนเป็นกรด  เกิดสารไนเตรทที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีตกค้างในดินมากเกินไป    เมื่อต้นพืชมีสารไนเตรทในเนื้อเยื่อมาก  ก็เป็นที่ชื่นชอบของแมลง  แมลงก็เข้าทำลาย   เชื้อโรคก็ชอบ  ก็เข้าทำลาย  เกษตรกรก็เริ่มหันมาให้สารเคมีมากำจัดแมลง และเชื้อโรค   ก็เท่ากับซ้ำเติมดินให้ยิ่งเสื่อมสภาพลงไปอีก  เมื่อดินหมดธาตุอาหารดินมีสารพิษสะสมอยู่มาก  ดินก็เริ่มเสื่อมมากขึ้นเรื่อย ๆ   ดินที่มีสารไนเตรทก็เริ่มแปรเปลี่ยนทำให้เกิดสารไนไตรท์  เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ ไม่มีการแก้ไข  ดินก็เริ่มเปลี่ยนมีสารไนตรัทสะสมมากขึ้น  สุดท้ายดินก็จะมีสารไฮโดรเจนซัลไฟด์  หรือ ก๊าซไข่เน่า ที่สะสมอยู่ในดินมากขึ้น ๆ   ทำให้เกิดก๊าซพุ่งขึ้นจากดิน  เหตุเกิดขึ้นที่ อำเภอ กาญจนดิษฐ์  จ. สุราษฎร์ธานี  มีผู้เสียชีวิต   1  ราย  และที่    จ.ชัยนาท   ตรวจพบน้ำใต้ดิน  พบมีสารไนเตรทสูงมากเกินไป  สรุปเพียงสั้น ๆ ให้ทราบ
ดังนั้นต้นเหตุของดินเสื่อม  ก็ทราบกันแล้วเมื่อดินเสื่อมความยากจนจะตามมาทันที
เมื่อเกษตรกรมีอาชีพทำนา  ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย  ดินยังดี  ก็พึ่งตนเองมาโดยตลอด  ต่อมาผลผลิตเริ่มลดน้อยถอยลง  เริ่มหาหนทางอื่น ๆ   เช่น ไปกู้เงินเขามาทำนา  ปกติผลผลิตได้ 120 ถัง ต่อ 1 ไร่  มีกำไร  ต่อมาผลผลิตลดลง  เหลือ  40  ถัง ต่อ 1 ไร่  จะเอาที่ไหนมากำไร  ก็ต้องรอราคามาเป็นที่พึ่ง  รอแล้วรอเล่าราคาก็ไม่ดีสักที  ก็ส่งลูกหลานไปหางานทำนำเงินมาใช้หนี้  ดังที่มีคำพูดว่า  เมื่อในอดีตเกษตรกรสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม  ต่อมาภาคอุตสาหกรรมจะต้องสนับสนุนเกษตรกร  มาถึงปัจจุบัน ทั้งภาคเกษตร และ ภาคอุตสาหกรรม  ไปพร้อม ๆ กัน  ดังนั้น  ในหลวงท่านทรงตรัสไว้ว่า “ดินดี เกษตรกร อยู่ดีกินดี”  เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทราบล่วงหน้าและเป็น ข้อมูลที่ชัดเจนว่า  ต่อไปเกษตรกรจะมีปัญหาพระองค์ท่าน  ทรงแนะนำให้ปลูกหญ้าแฝกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง  และอยู่อย่างพอเพียง 

ดังนั้นรัฐบาลทั่วโลกจะต้องแก้ไขความยากจนของคนส่วนใหญ่ก่อนวิธีแก้ไขจะต้องแก้ไขทันที   เช่น 

  1. หาทุนให้เกษตรกรฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ดินตายด้าน ให้กลับกลายเป็นดินที่มีชีวิตชีวา 
  2. เมื่อดินดีก็หาทุน  ลงทุนให้เกษตรกรก่อน  เพื่อเพิ่มผลผลิต พืช ผัก ผลไม้    ทุก ๆ ชนิดให้กับโลกให้มากที่สุด  เมื่อมีผลผลิตมากสินค้าทุก  ๆ   ชนิดที่เกี่ยวข้อง  กับการดำรงชีวิตก็จะถูกลง
  3. เมื่อสินค้าถูกลง ไม่ใช่ว่าเกษตรกรที่มีอาชีพการเกษตร  จะมีกำไรน้อยลงแต่กลับตรงกัน ข้าม  เมื่อมีสินค้าเกษตรกรผุดขึ้นมาจากดินมากขึ้น  เกษตรกรจะหายจน  ยกตัวอย่าง ข้าว  ปกติ เมื่อดินเสื่อม   จะผลิตได้  40  ถัง  ต่อ  1  ไร่  เมื่อฟื้นฟูให้ดินดี  เหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ จะผลิตได้   120 ถัง ต่อ 1 ไร่  เท่ากับมีผลผลิตเพิ่มขึ้น  3  เท่า ตัว    ข้าว  40  ถัง ขายได้ตันละ 12,000  บาท       ตกกิโลกรัมละ 12 บาท   ชาวนาจะได้เงินแค่  4,800  บาท ต่อ 1 ไร่    แต่ถ้าผลผลิตเพิ่มเป็น 120  ถัง ต่อ 1 ไร่    แม้ชาวนาจะขายข้าวได้ตันละ 6,000  บาท  หรือกิโลกรัมละ  6  บาท  ถูกกว่า 100%  แต่ชาวนายังขายข้าวได้ 7,200  บาท  ต่อ  1  ไร่  ชาวนายังมีเงินเพิ่มขึ้นถึง  2,400  บาท ต่อ 1 ไร่  1 ปี  ทำ 2 ครั้ง  ดินนา 1 ไร่   ทำกำไรให้ชาวนา 4,800  บาท ต่อ 1 ไร่ 50 ล้านไร่ จะมีเงินเพิ่มขึ้นจากดิน   2 แสน สี่หมื่นล้านบาท ต่อปี
  4. เมื่อข้าว และ พืช ผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด มีผลผลิตเพิ่ม  แต่ราคาถูกและสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิตมนุษย์  มีราคาถูก ๆ อะไร ๆ ก็จะดีขึ้น  เพราะคนส่วนใหญ่ของโลกมีอาชีพเกษตรกรถึง 4,000  ล้านคน   ดังนั้นรัฐบาลทั่วโลกจะต้องปฏิบัติด่วนที่สุด  คือ  ฟื้นฟูดินที่เสื่อมสภาพให้ดีขึ้นโดยไว

    วิธีฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมสภาพ
ในเครือ บริษัท ฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด แห่งประเทศไทย  ยินดีที่จะมอบตำรา และ  วิธีการ
ปรับปรุงดินให้ดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ  ให้แก่รัฐบาลทุก ๆ รัฐบาลทั่วโลก  โดยมอบวิธีปฏิบัติให้เลย  เพราะคำบรรยายเป็นแค่ลมปาก  บรรยายอย่างไรก็ได้  จะต้องมอบภาคปฏิบัติพร้อมวัตถุที่ ใช้ปรับปรุงดินเพื่อ ให้ดินดีเหมือนตอนเปิดป่า ใหม่ ๆ และยังมอบสารปรับปรุงดินให้อีก 20 ตัน  ต่อ  1 ประเทศ  หากทดลองใช้ได้ผลมีผลผลิตเพิ่มค่อยมาศึกษาวิธีการผลิตสารตัวนี้   ยินดีที่จะสอนวิธีการผลิต  สารปรับปรุงดิน  สารเลี้ยงไส้เดือน สารเลี้ยงจุลินทรีย์ เพื่อแก้ไขดินเสื่อมสภาพ    เพื่อนำไปช่วยเกษตรทั่วโลกให้อยู่ดีกินดีตราบชั่วลูกหลานต่อไป
                ขอส่งความปรารถนาดี  มายังประชากรทั่วโลก  หวังว่ารัฐบาลของท่าน  คงเห็นด้วยกับโครงการแก้จนแบบถาวรนี้ หากท่านเปิดเจอเว็บไซด์รีบแจ้งให้รัฐบาลของท่านทราบโดยด่วนที่สุด
                                                                                        จาก  บริษัท  ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด
                                                                ติดต่อ  Dato Shazryl Eskay Bin Abdullah
                                                                โทร :  +604 955 5240 / 3240
                                                                เว็บไซต์  : http://www.fooktien.com


สาเหตุที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่เกิดจากสาเหตุอะไร

ท่านทราบหรือไม่ว่า  คนทั่วโลกมีอยู่กี่คน  ตอนนี้ประชากรทั่วโลกมีประชากรถึง 6,662 ล้านคน   ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด  คือ ประเทศจีน  รองลงมาคืออินเดีย และ สหรัฐอเมริกา  ทั่วโลกมีประเทศถึง  228  ประเทศ  มีประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดคือประเทศ เกอลง มีประชากรเพียง 7,026 คน ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 20 ของโลก  ท่านทราบหรือไม่ว่ามนุษย์เราเกิดมา ตัวแปรสำคัญคืออะไร  ตัวแปรสำคัญของมนุษย์เราคือ
อันดับที่ 1.  จุลินทรีย์  ที่เรียกกันว่า จุลินทรีย์สร้างโลกนั่นเอง  เพราะฉะนั้นบทบาท               จุลินทรีย์จึงมีความสำคัญมาก   สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  และสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในโลก 
อันดับที่ 2.  คือ ทรัพยากร เป็น ตัวสำคัญรองลงมาจากจุลินทรีย์
อันดับที่  3.  เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือผลิตขึ้นมาจากดินและสินแร่ชนิดต่าง ๆ
ถ้าจะพูดถึงบทบาทจุลินทรีย์ ก็พูดได้สั้น ๆ ว่า  จุลินทรีย์สร้างโลก  หากดินขาด     จุลินทรีย์   ที่มีประโยชน์เมื่อไหร่  มนุษย์ก็จะอดตาย  พูดถึงทรัพยากร  เช่น
1. ดิน  เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด มากกว่าทองคำ
2. น้ำมัน  ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด  ดังเช่น  น้ำมันเป็นตัวกำหนดหลาย ๆ เรื่อง
3. สินแร่ชนิดต่าง ๆ เช่น  แร่ทองคำนำมาใช้ทดแทนเงินตรา  การสร้างตึกสูง ๆ        ก็ต้องอาศัยแร่เหล็ก 
4. ป่าไม้ก็มีความสำคัญมาก  หากไม่มีป่าไม้มนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ ก็อยู่ไม่ได้
พูดถึงสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้น  หรือ ผลิตขึ้นก็  คือ  ข้าว   มาเป็นอันดับหนึ่ง  ฉะนั้นจะย้อนว่าเศรษฐกิจทั่วโลกพังเกิดจากสาเหตุอะไร  สาเหตุหลัก คือ คนส่วนใหญ่  4,000  ล้านคน  มีอาชีพเกษตรกรรม  และ  อุตสาหกรรม  ดังนั้นเมื่อทรัพยากรหลักคือดิน  เมื่อดินหมดคุณภาพก็ย่อมที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ขาดรายได้   สาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรดินหมดคุณภาพก็เพราะมนุษย์เราเป็นผู้กระทำ  เช่น บุกรุกป่าถางป่า เผาป่า  นำมาผลิตพืชผลทางการเกษตร  พอดินเริ่มหมดแร่ธาตุอาหารก็นำสารเคมีมาใช้  เคมีเท่ากับเป็นตัวทำลาย จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์  เมื่อดินไม่มีจุลินทรีย์  เรียกกันสั้น ๆ ว่า ดินตายด้าน  ดินเสื่อมโทรม

 
เมื่อดินมีปัญหา  ปลูกพืชทุก ๆ ชนิด ไม่ได้ผล  เช่น  อ้อย เคยปลูกได้  30  ตัน ต่อ 1 ไร่ ดินเสื่อมผลผลิตก็ลดลงเหลือ 8-10 ตัน ต่อ 1 ไร่  หรือพืชทุก ๆ ชนิด ก็มีผลผลิตลดลง 100-200%  โดยเฉลี่ยเมื่อคนส่วนใหญ่ขาดรายได้จากภาคเกษตร ก็เข้าสู่ ภาคอุตสาหกรรม  ขอยกตัวอย่างประเทศไทยเป็นตัวอย่างแบบสั้น ๆ  ปัญหาเศรษฐกิจเริ่มย่ำแย่  เกิดขึ้นเมื่อ   ปี  พ.ศ. 2516  เป็นปัญหาครั้งที่  1  เท่าที่ผมจำได้  ต่อมาเริ่มมีปัญหาครั้ง  ที่ 2    อีก 12 ปี  ต่อมา คือ พ.ศ.2528    และปัญหาเกิดหนักขึ้นมาอีกปี พ.ศ. 2540  ก็เท่ากับครบรอบ 12 ปี เกิดขึ้น 1 ครั้ง  ต่อมาอีก 12 ปี   ก็เจอปัญหาที่หนักกว่าทุก ๆ ครั้ง   ก็คือ ปี พ.ศ. 2552  ก็อย่างที่ท่านเห็นเกิดขึ้นทั่วโลก เท่ากับ  12  ปี  เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ตั้งแต่ปี    พ.ศ. 2516 –    พ.ศ.2552    ผมเองเจอ 4 ครั้ง ปี พ.ศ. 2516  , พ.ศ. 2528 . พ.ศ. 2540 และปี 2552
แล้วคน 6 พันกว่าล้านคนทั่วโลกจะหันไปพึ่งใคร  เอาเฉพาะเมืองไทยก่อนเมื่อปี 2516  เกษตรกรรมยังดี  เพราะมีป่าไม้ให้บุกเบิกเปิดป่าใหม่ผลผลิตจึงเพิ่ม   ทุก ๆ ครั้งที่เกษตรกรบุกรุกป่า  เกษตรกรยังมีรายได้มา ช่วยภาคอุตสาหกรรมได้  ต่อมาปี พ.ศ. 2528  ก็ยังประคองไปได้  ทั้งเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม  ช่วยกันไป  ต่อมาปี พ.ศ. 2540  เกษตรกรรมพัง ก็หันมาพึ่งอุตสาหกรรม ก็ยังประคองกันไป  แต่ปี  พ.ศ. 2552  พังทั่งคู่     คำว่า “พังทั้งคู่”  คือ   เกษตรกรรมพังมานานแล้ว  ตอนนี้ถึงคิวอุตสาหกรรมพังเต็มรูปแบบเพราะผลิตได้แต่ขายไม่ได้  คนทั่วโลกไม่มีเงินซื้อแล้ว  จะหันไปพึ่งอะไร        ต้องหันมาพึ่งแม่พระธรณี  ก็คือ  “ดิน”  นั่นเอง
ดังนั้นในหลวงท่านทรงตรัสไว้ว่า  “ดินดี เกษตรกร จะอยู่ดีกินดี” คนไทยควรอยู่อย่างพอเพียง  ในหลวงคือเทพเจ้า ท่านรู้ล่วงหน้าจริง ๆ  ต่อไปนี้ เกษตรกรจะต้องรู้ว่า  ควรทำอย่างไร  ให้ครอบครัวตนเอง  และประเทศชาติถึงจะอยู่รอด  มีวิธีเดียวคือ  ทำให้ทรัพยากรดินที่มีอยู่ ซึ่งได้ตายไปแล้ว ทำให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจะได้ช่วยให้มนุษย์อยู่รอดต่อไป  คือ  ใช้จุลินทรีย์ให้อาหารสัตว์หน้าดิน  จำพวกไส้เดือนเสริมแร่ธาตุอาหารที่ดินต้องการ  เรียกว่า ฟื้นชีวิตให้แก่ดิน  เพื่อจะได้ ผลิต พืช ผัก ผลไม้ มาเลี้ยงมนุษย์ ต่อไป  เมื่อคนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดี  อุตสาหกรรมก็จะฟื้น  เมื่ออุตสาหกรรมฟื้นเศรษฐกิจโลกก็จะคืนชีพ  นี่คือคำอธิบายแบบสั้น ๆ แต่กระชับด้วยเหตุและผล


 

โครงการแก้จนแบบถาวรขอแนะนำเกษตรกรดังนี้


เกษตรกรควรซื้อแม่ปุ๋ย เช่น     N สูตร 46-0-0        P สูตร 18-46-0      K  สูตร 0-0-60   นำมาผสมใช้เอง  ผลดีของการซื้อแม่ปุ๋ยมาผสมใช้เองมีผลดี ๆ  ดังต่อไปนี้
ดีที่ 1  ได้ปุ๋ยเต็มสูตร
ดีที่ 2   ลดต้นทุนได้ถึง  40-60%
ดีที่ 3   มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 1-2 เท่าตัว ทำให้แก้จนได้อย่างถาวร
การที่จะได้ข้อดี ๆ ทั้ง  3 ข้อ  ในเวลาเดียวกันนี้  เป็นสิ่งที่เกษตรกรทุก ๆ คน ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง      ฉะนั้นท่าน พลเอก ดร.ชัยสิทธิ์  ชินวัตร     และ    นาย ธรรมยุทธ์  เจนพิชิตกุลชัย   ประธานบริหาร ในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด    จึงได้ร่างวิธีผสมปุ๋ยเคมีไว้ใช้เอง  โดยใช้สื่อผสมเป็นกรดซิลิคอนชนิดเม็ดมาแทน             ดินเหนียว  ซึ่งดินเหนียวนั้นไม่มีผลดีต่อดินเลย  ถ้าใช้เคมีล้วน  ๆ  กลับทำให้ผลผลิตลดลงทุก ๆ ปี  ฉะนั้นสูตรดังกล่าว  เกษตรกรควรเก็บติดบ้านไว้ให้ลูกหลานได้นำไปใช้อย่างต่อเนื่อง

สูตรผสมปุ๋ยใช้เองมีถึง 15 สูตรให้เกษตรกรเลือกใช้


สูตรปุ๋ย
ที่เกษตรกรต้องการใช้

เช่น

สูตร 46-0-0
แม่ปุ๋ยยูเรีย

ใช้

สูตร 18-46-0
แม่ปุ๋ยแด๊ป

ใช้

สูตร 0-0-60
แม่ปุ๋ยม๊อบ

ใช้

ปุ๋ย แอล.ดี. หรือกรด  ซิลิคอนชนิดเม็ด
ตราม้าเงา
ใช้

รวมกันได้น้ำหนัก

คำแนะนำ
ใช้ในพืช
เช่น

1. ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0

  18 ก.ก.

  44 ก.ก.

     - 

38 ก.ก.

100

นาข้าว

2. ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8

  28 ก.ก.

 18 ก.ก.

13 ก.ก.

41 ก.ก.

100

นาข้าวและพืชล้มลุกทุก ๆ ชนิด

3. ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8

  22 ก.ก.

 35 ก.ก.

14 ก.ก. 

29 ก.ก. 

100

นาข้าว

4.ปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15

  20 ก.ก.

 33 ก.ก.

25 ก.ก.

22 ก.ก.

100

ใช้รองพื้นกับพืชทุก ๆ ชนิด

5.ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18

  27 ก.ก.

 15 ก.ก.

30 ก.ก.

28 ก.ก.  

100

ยางพารา

6.ปุ๋ยเคมีสูตร 18-12-6

  29 ก.ก.

 26 ก.ก.

10 ก.ก.

35 ก.ก.

100

ยางเล็กและพืชล้มลุก     ทุก ๆ ชนิด

7.ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7

 48 ก.ก.

 16 ก.ก.

12 ก.ก.

24 ก.ก.

100

เร่งต้น เร่งใบ  พืชทุก ๆ ชนิด

8.ปุ๋ยเคมีสูตร13-13-21

 18 ก.ก.

 28 ก.ก.

35 ก.ก.

19 ก.ก.

100

เร่งลูก เร่งผล เร่งความหวาน

9. ปุ๋ยเคมีสูตร 36-0-0

 70 ก.ก.

     -

     -

30 ก.ก.

100

เร่งต้น เร่งใบ

10.ปุ๋ยเคมีสูตร20-10-12

36 ก.ก.

 21 ก.ก.

20 ก.ก.

 23 ก.ก.

100

ยางเล็ก

11.ปุ๋ยเคมีสูตร  20-8-20

36 ก.ก.

17 ก.ก.

33 ก.ก.

14 ก.ก.  

100

ยางพารา

12 ปุ๋ยเคมีสูตร 14-7-35

24 ก.ก.

15 ก.ก.

58 ก.ก.

3 ก.ก.

100

ปาล์ม ยาง มันสำปะหลัง และ ผลไม้

13 ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24       

-         

52 ก.ก.          

40 ก.ก.

8 ก.ก                  

100

ผลไม้ทุก ๆ ชนิด

14 ปุ๋ยเคมีสูตร 21-11-21    

  3 ก.ก.          

24 ก.ก.        

35 ก.ก.

5 ก.ก.

100

ยางพารา

15 ปุ๋ยเคมีสูตร 20-5-6           

39 ก.ก.           

11 ก.ก.          

10 ก.ก.

40 ก.ก.        

100

ใช้ในนาข้าวและพืชล้มลุกทุก ๆ ชนิด 

 

                เมื่อเกษตรกรผสมปุ๋ยโดยนำ   แม่ปุ๋ยทุก ๆ ตัว นำมาผสมเสร็จตามสูตรแล้ว  จะได้ปุ๋ยเต็มสูตร  ตามสูตรของกรมวิชาการเกษตร   แต่เกษตรกรทราบดีว่าหากยังใช้ปุ๋ยเต็มสูตรต่อไป  ดินจะเสีย  เช่น   ดินจะเป็นกรด  ดินแข็ง  ดินตายด้าน ไม่มีทั้งไส้เดือนและจุลินทรีย์  ฉะนั้นจึงขอแนะนำให้เกษตรกรที่ผสมปุ๋ยใช้เอง  นำกรดซิลิคอนชนิดเม็ด หรืออื่น ๆ ที่ผลิต ในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด  เช่น    

  1. แอล.ดี.  หรือ กรดซิลิคอนชนิดเม็ดที่แนะนำให้ใช้แทนดินเหนียว
  2. สารเลี้ยงไส้เดือน  ผงหรือเม็ดก็ได้
  3. เค.เค. (ชิคเค่น)
  4. ดี.เค. (แม่โจ้)
  5. พี.ดี.
  6. เอ็น.ดี. 

เป็นตัวไหนก็ได้ เมื่อนำมาผสมกับแม่ปุ๋ย  เมื่อเกษตรกรนำไปใช้แล้ว   ผลผลิตจะ
เพิ่มขึ้นถึง  1-2 เท่าตัว  ให้นำตัวใดตัวหนึ่งก็ได้มาผสมเข้าไปอีก 100   กิโลกรัม  ขอยกตัวอย่างปุ๋ยสูตร  16-20-0  ใช้ N  ยูเรีย สูตร 46-0-0  18 กิโลกรัม  กิโลกรัมละ  15  บาท  เป็นเงิน  270  บาท  ใช้ P สูตร 18-46-0  44 กิโลกรัม  กิโลกรัมละ  28  บาท  เป็นเงิน 1,232  บาท  และกรดซิลิคอนเม็ด หรือ แอล.ดี. ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้   อีก  38  กิโลกรัม  กิโลกรัมละ  10  บาท  เท่ากับเป็นเงิน  380  บาท  ทั้ง  3  ตัวรวมกันเป็น 100 กิโลกรัม  เท่ากับต้นทุน เมื่อผสมเสร็จรวม  เป็นเงิน  1,882  บาท  ต่อ  100  กิโลกรัม  หรือกระสอบละ  50  กิโลกรัม  ตกลูกละ  941  บาท  หรือ ตันละ  18,820   บาท  1  ตัน มี  20  ลูก 
นี่คือการคำนวณให้เกษตรกรได้รู้ถึงต้นทุน  แต่ที่เกษตกรผสมออกมาจะมีสูตรเต็ม 100%  และสารที่ผสมก็ไม่ใช่ดินเหนียวแต่เป็นกรดซิลิคอน หรือ แอล. ดี. ซึ่งทำให้ปุ๋ยออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น  ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต  และรักษาดินให้ดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ เพิ่มธาตุอาหารทุก ๆ ชนิดให้แก่ดินที่เสื่อมโทรม  และเพิ่มไส้เดือนให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย      แถมเพิ่มจุลินทรีย์อีกต่างหาก
เมื่อผสมเสร็จอย่าเพิ่งนำไปใช้ทันทีเพราะสูตรเต็ม 100%  มีเคมีมากเกินไป  จะต้องนำไปผสมกับสารเพิ่มผลผลิตอีก  100  กิโลกรัม  ตัวไหนก็ได้ที่แนะนำ  1-6  ตัว  เช่น แอล.ดี.  หรือสารเลี้ยงไส้เดือน  ก็ได้  ผสมเพิ่มเข้าไปอีก 100  ก.ก.   100 x 10 = 1,000  บาท  รวมต้นทุนเมื่อผสมเสร็จ   2,882  ต่อ  200 กิโลกรัม   ตกกิโลกรัมละ  14.41  บาท   เมื่อเอา 50 กิโลกรัม  มาคูณ  เกษตรกรจะได้ราคาปุ๋ยสูตร  16-20-0  บวกแร่ธาตุอาหาร    ลูกละ  720  บาท
ไม่ใช่ถูกอย่างเดียวมีราคาลูกละ   720  บาท  หรือตันละ  14,410  บาทเท่านั้น       แต่เมื่อเกษตรกรนำไปใช้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

  1. หอยเชอร์รี่ตาย
  2. ต้นข้าวแข็งแรงไม่ต้องกลัวเกิดโรคทุก ๆ ชนิด
  3. แมลงไม่เข้าทำลาย 
  4. ดินฟู มีไส้เดือนเกิดขึ้นมาก
  5. ผลผลิตเพิ่มนับทีละรวง  จาก  1  รวง   นับได้  150  เมล็ด เมื่อใช้แล้ว      จะได้เป็น  300  เมล็ดต่อ  1  รวง 
  6. ต้นข้าวไม่ล้ม  เกี่ยวง่าย
  7. เมล็ดแกร่ง มีน้ำหนัก
  8. ได้ข้าวที่ปลอดสารพิษ จากยาฆ่าเชื้อรา   ฆ่าหอยเชอร์รี่  ยาฆ่าเพลี้ย  ยาฆ่าแมลงอื่น ๆ
  9. ขายได้ราคา  เพราะเมล็ดเต็ม  เมล็ดแกร่ง  โรงสีชอบ
  10. ถ้าเป็นข้าวหอม  ข้าวจะหอมไปทั่วทุ่ง  เพราะกรดซิลิคอนจะทำให้ต้นข้าวคืนเป็นพันธุ์ที่แท้จริง

นี่คือคำแนะนำอย่างมีเหตุผล  เมื่อเกษตรกรมีผลผลิตเพิ่ม  จะหายจนหนี้สินที่
เป็นอยู่จะหลุดหนี้   โฉนดจะลอยไม่ติดหนี้ใคร
คำแนะนำ   หากเกษตรกรจะต้องการซื้อแม่ปุ๋ย  นำมาผสมเอง  ติดต่อมาได้ที่ร้านค้าผู้แทนใกล้บ้านท่านหรือหากหาซื้อไม่ได้ให้รวมกลุ่มกัน  โทรมาที่ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด  จะช่วยจัดหาแม่ปุ๋ยให้ท่าน  ก่อนสั่งซื้อคำนวณรวมกลุ่มกันจะใช้แม่ปุ๋ยสูตรไหน  สูตรละกี่ตัน  รวมกันให้ได้  16  ตัน  รวมกับกรดซิลิคอนเม็ดหรือ แอล.ดี. ก็ได้  รวมให้ได้  16  ตัน
ต่อไปเป็นการแนะนำย่นระยะการปลูกพืช กลุ่มมันสำปะหลังและยางพารา    แต่เพิ่มระยะการเก็บเกี่ยว กลุ่มยางพาราและผลไม้ทุก ๆ  ชนิด  และบังคับผลไม้ให้ออกก่อนฤดู         มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ต้นยาง  จะต้องปลูก  6  ปี  ถึงเริ่มกรีดได้  หากท่านใช้สูตรนี้  4  ปีกรีดได้  ต้นยางปกติ  25  ปี  จะโค่นทิ้ง  หากใช้กรดซิลิคอน ผสมร่วมกับปุ๋ยเคมี  ตามที่แนะนำ   ต้นยาง  32  ปี  ยังกรีดได้
คาดว่าจะกรีดได้ถึง  40  ปี  ปกติใช้ถ้วยนำมารองน้ำยาง ใช้สูตรนี้ตอนนี้ใช้ถังนำมารองน้ำยางแทน  ทำไมกรีดได้ถึง  40  ปี  เพราะต้นยางที่ใช้กรดซิลิคอน   หน้ายางเก่าที่เป็นปุ่ม ๆ จะลอกออกมีหน้ายางใหม่เกิดขึ้นมาแทน   เมื่อใช้กรดซิลิคอนครบ 2-3 ปี
ส่วนยางที่หน้ายางตายนึ่ง  จะหายตายนึ่งภายในระยะเวลา  41  วัน  หลังจากใช้  ปุ๋ยเคมีผสมกรดซิลิคอน          สูตร  20-8-20    ตามที่ได้แนะนำให้ใช้          ดังนั้นอินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ได้สั่งซื้อกรดซิลิคอนเข้าไปใช้หลายแสนตันต่อปี 
2. ปาล์ม   ปกติเก็บได้  3 ตัน  ต่อ  1  ไร่  ต่อปี  จะเพิ่มขึ้นเป็น  6-8  ตัน ต่อ 1 ไร่  ต่อ 1 ปี  ปาล์มตัวผู้หายทันที เมื่อนำกรดซิลิคอนไปใช้ และปาล์มจะออกผลทั้งปีไม่ขาดคอ
3. มันสำปะหลัง  ปกติ  10  เดือน  ถึงจะขุดขายได้  เมื่อใช้กรดซิลิคอน หรือหมอมัน  6  เดือน  ก็ขุดขายได้  ทำให้  15  เดือน  ปลูกมันได้  2  ครั้ง  นอกจากนั้น  ผลผลิตยังเพิ่มขึ้นอีก  1-2  เท่าตัว
4. ผลไม้  ปกติออกดอกออกผลตามฤดูกาล  เมื่อใช้แล้วจะออกดอกก่อนประมาณ  2- 3  เดือน  ต้นไหนมีรสชาติไม่หอมหวาน  ใช้แล้ว  จะหอมหวาน  ไม่มีเชื้อโรคแมลงเข้าทำลายเลย โดยเฉพาะชมพู่เมื่อใช้แล้วจะให้ผลผลิตทั้งปี
5. ผัก  โดยเฉพาะผักคะน้า  ปกติ  1  ไร่ ได้ 2-3 ตัน  ใช้แล้วได้  5-6 ตัน
6. ไม้ดอกไม้ประดับ  ปกติไม่ค่อยมีดอก  ใช้แล้วออกดอกเต็มต้นเลย 
ดังนั้นของที่แจกให้ทดลองใช้  ท่านละ 1  กิโลกรัม ควรนำไปทดลองใช้ 
ท่านจะเห็นผลเอง


คำเตือนที่เกษตรกรจะต้องอ่าน
          เมื่อผสมปุ๋ยใช้เองเสร็จ  ถ้าหากจะนำไปใช้ห้ามนำไปฝังโดยเด็ดขาด       ให้หว่านไปตามพื้นที่  ที่ต้องการใช้  ไม่ต้องกลัวน้ำจะพาไป เพราะกรดซิลิคอน มีสารยึดหน้าดินสารตรึงปุ๋ย  หากรากพืชไม่ดึงไปใช้จะอยู่ที่เดิม
                หากท่านนำไปฝังจะใช้ไม่ได้ผลจะถูกดินตรึงไว้  1-2  ปี  ปุ๋ยก็ยังคงอยู่
ที่เดิม 
วิธีใช้    ปุ๋ยทุกสูตร ที่ผลิต จาก บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด ห้ามนำไปฝังโดยเด็ดขาด
ให้หว่านปุ๋ยไปทั่ว ๆ แปลง  พอปุ๋ยถูกน้ำจะยึดติดกับหน้าดินทันที  เพราะมีอลูมิน่ายึดติดหน้าดินและตรึงปุ๋ยไว้ให้พืชใช้ทันที

ใช้ในพืชผัก พืชไร่ พืชล้มลุก ทุก ๆ ชนิด   หว่านกระจายให้ทั่ว ๆ กลบด้วยดินบาง ๆ    อย่าฝังเป็นกระจุก


โครงการต่อเนื่องที่เกษตรกรควรศึกษา


           นโยบายโครงการแก้จนอย่างถาวร  ไม่ได้สิ้นสุดตรงที่แก้ไขให้เกษตรเพิ่มผลผลิตอย่างเดียว  ยังมีนโยบายแก้ไขสินค้าเกษตรล้นตลาด แก้ไขอย่างมีระบบและเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนดังนี้
1. แนะนำให้เกษตรกรทุกครัวเรือนทำเกษตรอุตสาหกรรม  คำว่า เกษตรอุตสาหกรรมคือ  เกษตรกรผู้ผลิต  สามารถ  นำผลิตผลที่ได้นำมาแปรรูป หรือนำส่งต่างประเทศเอง  โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางภายในประเทศ  หรือ ผ่านก็เฉพาะพ่อค้าคนกลางของประเทศนั้น ๆ เท่านั้น  เพื่อให้คนผลิตเจอผู้ซื้อจากต่างประเทศโดยตรง
2. แนะนำให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน  ไม่ใช่ต่างคนต่างผลิต  การที่จะมีการรวมกลุ่มกันจะต้องมีหัวหน้ากลุ่ม  การคัดเลือกหัวหน้ากลุ่มก็จะคัดเลือกผู้ที่เสียสละ  ผู้ที่มีความสามารถ  ชำนาญเฉพาะด้าน มาช่วยเหลือ  เช่น ใครเก่งด้านไหนก็จะแต่งตั้งให้เป็นผู้นำ  ขอยกตัวอย่าง  ประเทศไทยมีผู้ชำนาญ  แต่ละสาขาอย่างนายณรงค์    มีความสามารถผลิตเงาะนอกฤดู และขายได้กิโลกรัมละ  150  บาท  ทางโครงการก็จะเชิญมาเป็นที่ปรึกษา  แต่งตั้งให้เป็นประธานกลุ่มและเป็นเจ้าของตำรา  ผลิตเงาะนอกฤดู  เพื่อนำมาเผยแพร่แจกเกษตรกรที่เป็นลูกกลุ่ม    ทั่วประเทศ
3. จากนั้นก็จะทำสัมมโนเงาะ  รับสมัครเกษตรกรผู้ที่ปลูกเงาะทั่วประเทศ ให้มารวมกลุ่มกันจะได้รูว่าประเทศไทยมีเงาะกี่ต้น  แล้วจับมือกัน แบ่งกันบังคับเงาะให้ออกนอกฤดู  ทำให้ประเทศไทยมีเงาะออกสู่ตลาดทั้งปีไม่ขาดทำให้ส่งไปทั่วโลก  ทำรายได้เข้าประเทศทั้งปี
4. ส่วนเงาะเกรดต่ำ ๆ ที่ผลิตได้หรือเงาะออกตามฤดู  หากมีมากก็นำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำโดยรับประกันราคาให้เกษตรกรต่ำสุด กิโลกรัมละ 10-15 บาท   หรือเกษตรกรจะเด็ดดอกทิ้งก็ทำได้  เพราะเงาะออกมาก็ไม่มีราคา  รอถึงคิวบังคับให้ออกนอกฤดูจะดีกว่า  ขายได้กิโลกรัมละเป็น 100  บาท
5. ดังนั้นโครงการนี้ได้เริ่มขึ้นที่  14  จังหวัดภาคใต้  หากทำสำเร็จไปด้วยดีก็  จะขยายไปทั่วประเทศและทำทุก ๆ พืช  รวมทั้งมันสำปะหลัง อ้อย ก็จะทำ และพืชผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด ก็จะทำ  เช่นหาผู้ที่มีความสามารถ  แบบคุณณรงค์  สามารถบังคับเงาะนอกฤดูได้ และยังหาผู้ที่เก่งแต่ละด้าน  เช่น   เก่งมังคุด เก่งทุเรียน  เก่งลำไย  เก่งลองกอง หรืออื่น ๆ มาเป็นอาจารย์สอนพิเศษ
6. ต่อไปเมื่อเข้าที่เข้าทางก็จะเน้นผลิตแบบปลอดสารพิษ  ดึงกรมวิชาการเกษตรเข้ามาร่วม        
7. ส่วนตลาดกลางก็จัดขึ้นทั่วประเทศ  3,000  แห่ง  ตลาดนอกก็จะขยายไปทั่วโลก  ขยายไปเท่าที่จะทำได้ เมื่อสินค้าตัวไหนล้นตลาด  ก็ขายในไทยซึ่งมีตลาดกลางถึง 3,000 แห่งกระจายสินค้า  แห่งละ         1 ตัน  ก็จะขายได้   3,000 ตัน ต่อ 1 วัน แล้ว  แม่ค้า พ่อค้า  ที่ช่วยกระจายสินค้า   ก็ใช้นักศึกษาฝึกงานมาทำหน้าที่  
เมื่อมีสินค้าเกษตรออกมาล้นตลาดเมื่อไหร่   ค่อยเรียกมาช่วยขาย แต่จะให้ค่าขนมไป บ้างจะได้เรียนรู้ถึงชีวิตพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างไร                 ฉะนั้นท่านมีอะไรดี ๆ   เช่น  ความคิดเห็นดี ๆ  หรือ อยากจะสมัครเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกหรือ มีความสามารถอย่างคุณ ณรงค์ก็สมัครเข้ามาได้ที่

บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด
1292 ถ.กาญจนวนิช  ต.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110
โทร. 074-357727-30  แฟกซ์ 074-3577731


 

โครงการเลี้ยงไส้เดือนไว้พรวนดิน  และ ทำปุ๋ย
เลี้ยงจุลินทรีย์ไว้ทำปุ๋ยและกำจัดเชื้อโรค

ควรใช้ เอฟ – ที  อาหารไส้เดือน  และอาหารจุลินทรีย์ตรานาโน
ผลิตโดย ในเครือ บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด

                ไส้เดือน   ในโลกนี้มีมากกว่า 8,000  ชนิด  มีประมาณ 3,500  ชนิด  อาศัยอยู่ในดิน  ไส้เดือนและจุลินทรีย์เปรียบเสมือนคนในฟาร์ม
หากใช้ไส้เดือนเพียง  1  ตัวให้พรวนดินตามลำพัง  สิ่งที่คุณได้จะมีอยู่เพียงเล็กน้อย  แต่ถ้าหากคุณใช้อาหาร เอฟ – ที  เลี้ยงไส้เดือนให้มาอยู่รวมกัน สิ่งที่คุณจะได้มีมูลค่ามหาศาล  ไส้เดือนสามารถ
เปลี่ยนสารอินทรีย์ให้เป็นฮิวมัส  แต่งานดังกล่าวยากสำหรับเกษตรกรไทย   เพราะดินส่วนใหญ่หมดคุณภาพ  ดังนั้นดินที่เกษตรกรใช้เพาะปลูกจึงปราศจากไส้เดือน  ฉะนั้นดินที่หมดคุณภาพแล้วด้อยคุณค่า  ควรจะให้อาหารไส้เดือนซึ่งจะทำให้ดินมีคุณค่าดุจทองคำได้อีกครั้ง  หากท่านนำ  เอฟ – ที อาหารไส้เดือน  และ     จุลินทรีย์ไปหว่านให้ทั่ว ๆ ไร่  ของท่านเพียง  1  เดือน  จะเห็นขี้ไส้เดือนเต็มพื้นที่  ฉะนั้นเมื่อมีไส้เดือนเกิดขึ้น  ท่านจะต้องหมั่นดูแลให้อาหารไส้เดือนทุก ๆ ครั้งที่ท่านใช้ปุ๋ยเคมี  ไม่เช่นนั้นไส้เดือนจะหยุดทำงาน  และหลบหนีไปหรือตาย  เพราะท่านใช้สารเคมีมากเกินไป
ระบบย่อยอาหารของไส้เดือน
เมื่อไส้เดือนกินอาหาร  อาหารของไส้เดือนส่วนที่กินเข้าไปเป็นอนุภาคที่เล็กมาก ๆ จะผ่านปากและช่องลำคอ  และหลอดอาหาร  โดยต่อมคาลิฟอรัส ซึ่งจะหลั่งสารชนิดเดียวกับผงชอล์ค 
(เรียกว่า แมคนีเซี่ยมซิลิเกตุ )  และ แคลเซี่ยมคาบอเนต  สารดังกล่าวสามารถลดความเป็นกรดของอาหารในขั้นสุดท้ายได้ดี  และเอ็นไซม์แบคทีเรีย จะถูกควบคุมโดยสารทั้ง  2  ชนิดดังกล่าว ทำให้อนุภาคแตกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ เพื่อทำหน้าที่บดอาหารในกระเพาะ  อนุภาคของอาหารที่เล็กมาก  สามารถซึมผ่านผนังลำไส้  สู่เส้นเลือดฝอย โปรตีน และน้ำตาล สามารถกระจายไปในเซลล์ ของร่างกาย ซึ่งของเสียที่ไส้เดือนสร้างขึ้นมา  จะผ่านออกทางผิวหนังมีลักษณะเป็นน้ำเมือกซึ่งเกิดขึ้นตลอดทางที่เคลื่อนตัวไปในดิน ส่วนที่ไม่ย่อยหรือนุภาคหยาบสามารถผ่านลำไส้ไปยังช่องทวารหนักตลอดบริเวณที่มีการหลั่งไนโตรเจน  กระบวนการระบบย่อยอาหารของไส้เดือนใช้เวลาเพียง  24  ชั่วโมง  จากการกินถึงขับออก 
จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์บางชนิด สามารถผ่านออกมาทางท่อย่อยอาหาร     ของไส้เดือน ซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการย่อยในดิน  กระบวนการย่อยต่าง ๆ ของไส้เดือน จะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์มาเป็นตัวช่วย  จะมีจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินและที่อยู่ในตัวไส้เดือน  ฉะนั้นจุลินทีย์ที่มีประโยชน์จะขาดไส้เดือนไม่ได้  ไส้เดือนก็จะขาดจุลินทรีย์ไม่ได้เช่นเดียวกัน
ฉะนั้นเกษตรกรจะฟื้นฟูสภาพดิน  ควรเลี้ยงไส้เดือน และจุลินทรีย์มาช่วย  เมื่อดินดีเกษตรกรถึงจะพ้นจากความยากจน
ขอแนะนำ
เอฟ – ที  อาหารเลี้ยงไส้เดือน + จุลินทรีย์  ตรานาโน

  1. ใช้ เอฟ – ที ไส้เดือนจะเกิดขึ้นมาเอง
  2. ไม่ต้องนำไส้เดือนมาปล่อย
  3. ขี้ไส้เดือนคือปุ๋ยชีวภาพ   ที่ไหนมีไส้เดือนที่นั่น คือที่ทองคำ มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ครบบริบูรณ์

จุลินทรีย์ตัวที่เป็นเพื่อนกับไส้เดือน  มี  4  ตัวดังนี้

  1. จุลินทรีย์ไนโตรแบคเตอร์  มีหน้าที่  ดึงไนโตรเจนออกมาจากอากาศ
  2. จุลินทรีย์ บาซิลลัส ซับติลัส มีหน้าที่  ย่อยฟอสเฟต
  3. จุลินทรีย์แซคคาไร ไมซีส ซีรีวิซิอี ช่วยทำให้ดินโปร่ง
  4. จุลินทรีย์  เพอลิโพรัส  มีหน้าที่ช่วยปลดปล่อย โพแทสเซี่ยม

จุลินทรีย์ไนโตรแบคเตอร์  (N)                                            
n

 

ขณะมีชีวิตมีหน้าที่ตรึงไนโตรเจน (N) จากอากาศมาให้พืชได้ใช้  ซึ่งในอากาศ
มีไนโตรเจนมากกว่า  78%  ฉะนั้นเมื่อเกษตรกรฉีดพ่นจุลินทรีย์ไนโตรแบคเตอร์  ตัวที่ยังมีชีวิตอยู่  ลงในดิน  ในน้ำ  ตัวจุลินทรีย์ไนโตรแบคเตอร์  จะตรึงไนโตรเจน (N) ส่งให้พืชได้ใช้อย่างเต็มที่  เหมือนกับท่านได้ใส่ปุ๋ยยูเรียลงไปในดินให้พืชใช้

n2จุลินทรีย์ แซคคาโร ไมซีส ซีรีวิซิอี (N)
                                                                                               

                               
ขณะที่มีชีวิตมีความสามารถย่อยสลายแป้งและน้ำตาล  และทำให้ดินมีความ
โปร่ง  ทำให้ดินมีออกซิเจนมากขึ้น  ทำให้พืชรากเดินได้สะดวก พืชจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อจุลินทรีย์ แซคคาไร โมซีส ซีรีวิซิอี สิ้นอายุไปจะถูกจุลินทรีย์คลอสทิเดียม  ย่อยสลายเพื่อปลดปล่อยธาตุไนโตรเจน  และธาตุอาหารรองหลายชนิดให้พืชนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่อง จุลินทรีย์ชนิดนี้เป็นตัวเลี้ยงพืชในป่าใหญ่ ๆ ให้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

pจุลินทรีย์ บาซิลลัส ซับติลัส (P)                                           

 

ขณะมีชีวิตสามารถสร้างกรดอินทรีย์ออกมาละลายฟอสเฟตในดิน  หรือหินฟอสเฟต  ทำให้ฟอสเฟตละลายออกมา เป็นฟอสฟอรัสทำให้พืชสามารถนำไปใช้ได้เพิ่มขึ้นถึง 70%

จุลินทรีย์ โพลิเพอรัส (K)                                     
                                                               

                                                                                                                                               
ขณะมีชีวิตอยู่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืช  และอินทรียวัตถุต่าง ๆ เพื่อให้ธาตุอาหารที่สะสมอยู่ เช่น โพแตสเซี่ยม  ที่ถูกปลดปล่อยออกมาสู่ดิน ให้พืชได้กลับไปใช้ได้อีกครั้ง

วิธีใช้  ใช้ปุ๋ยเคมี 30% ผสมกับ เอฟ-ที 70%  รวม 100%
ถ้าผสมมูลสัตว์ให้ผสมอย่างละ 50%   รวมเป็ 100%
เมื่อผสมเสร็จมีวิธีใช้ดังนี้  1.  ถ้าผสมเคมีใช้ไร่ละ 50 กิโลกรัม  ต่อ 1 ไร่
2. ถ้าผสมมูลสัตว์ใช้ไร่ละ  50-100 กิโลกรัม
3. ใช้เดี่ยว ๆ เพื่อเลี้ยงไส้เดือน และ จุลินทรีย์ ใช้ไร่ละ 50-100 
กิโลกรัม
คุณประโยชน์

  1. สร้างไส้เดือนให้เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและ ทำให้ดินโปร่ง
  2. สร้างจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์  เพื่อช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี
  3. ช่วยทำให้ดินที่หมดคุณภาพดีขึ้นเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ
  4. ช่วยเพิ่มผลผลิต  เพิ่มคุณภาพ  ในพืชผักผลไม้ทุก ๆ ชนิด 
  5. ช่วยลดต้นทุนในการผลิต  พืชผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิด
  6. ช่วยทำให้พืชผัก ผลไม้ ทุก ๆ ชนิดไม่เกิดโรค  จากเชื้อโรคและแมลง
  7. ช่วยทำให้ลดการใช้ยาฆ่าแมลง  ยารา  และยาอื่น ๆ ทุก ๆ ชนิด
  8. คืนสภาพแวดล้อมที่สมดุลให้แก่ดิน เพื่อผลิต พืช ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ
  9. เมื่อนำไปใช้แล้วพืช ผัก ผลไม้ จะมีผลผิตเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี 
  10. เมื่อพืชผักผลไม้ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี  จะแก้จนได้อย่างถาวร

 

ผลิตโดย
บริษัท ฟุกเทียนแลปแอนด์คอนซัลแตนท์ จำกัด
อาคารเลขที่  1292  ถ.กาญจนวนิช  ต.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110
โทร. 074-357727-30  แฟกซ์ 074-357731

จัดจำหน่ายโดย
บริษัท  ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด
อาคารเลขที่  1292  ถ.กาญจนวนิช  ต.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110
โทร. 074-357727-30  แฟกซ์ 074-357731


พลเอก ดร. ชัยสิทธิ์   ชินวัตร
ประธานโครงการแก้จนแบบถาวร
ขอมอบโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้จนแบบถาวรให้เกษตรกรทั่วประเทศ
เป็นแม่แบบให้ภาครัฐนำไปปฏิบัติดังนี้


โครงการที่  1  หาที่ทำกินให้ก่อน
โครงการที่  2  ปลูกบ้านให้ก่อน
โครงการที่  3  ไถ่ถอนที่ทำมาหากินให้ก่อนถ้าเป็นหนี้นอกระบบ
โครงการที่  4  ให้ปุ๋ยไปใช้ก่อน  ได้ผลผลิตค่อยนำเงินมาจ่าย

ขอให้อ่านเอกสารทุก ๆ ฉบับที่ได้รับจะทราบถึงโครงการต่าง ๆ
ว่าแก้จนอย่างไรให้ได้ผลแบบ 100%

ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นเมืองเกษตรกรรมมีพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศ 321 ล้านไร่ และมีพื้นที่ถือครองด้านการเกษตรประมาณ  131 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 58  ล้านไร่  ภาคกลาง  27 ล้านไร่ ภาคเหนือ  29  ล้านไร่  และภาคใต้ 17 ล้านไร่  แต่จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินปี 2539  พบว่าในพื้นที่ถือครองด้านการเกษตร 131  ล้านไร่  พบว่ากว่า 105  ล้านไร่
เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรม  ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ      เป็นต้นเหตุของความยากจนของเกษตรกรไทย รวมถึงทั่วโลก เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยากจน
ต้นเหตุของความยากจนที่แท้จริง   ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรทั่วโลก   โดยเฉพาะเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทยทั้ง   45  ล้านคน    ต้นเหตุของความยากจน   ไม่ใช่เพราะราคาพืชผลตกต่ำ  แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ    เกิดจากผลผลิตตกต่ำนั่นเอง
สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำ    เกิดจากสภาพของดินที่เสื่อมสภาพ    เนื่องจาก  ดินถูกเกษตรกรใช้ปลูกพืชมานาน  เกษตรกรไม่เคยบำรุงดินซึ่งทุก ๆ วันนี้   ดินเริ่มจะเสื่อมสภาพมากขึ้น  สาเหตุที่ดินเริ่มเสื่อมสภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้นเนื่องจากเกษตรกรขาดการบำรุงดิน  และใช้สารเคมีมากเกินไป   เหตุนี้เอง    จึงสรุปได้ว่า    ต้นเหตุของความยากจนของเกษตรกรทั่วโลก  คือ   เกิดจากผลผลิตตกต่ำ นั่นเอง           

 

ดังนั้น   ขอยกตัวอย่าง   การปลูกพืชของเกษตรกรไทย    ซึ่งมีพืชหลัก ๆ
 อยู่ 4 ชนิด โดยย่อ ๆ  ดังนี้
1. อ้อย  เปิดป่าใหม่ ๆ เกษตรกรตัดอ้อยได้  25-30  ตัน ต่อ 1 ไร่  ปัจจุบันใส่ปุ๋ยเต็มที่  ตัดอ้อยได้  12-15  ตัน ต่อ 1 ไร่  บางแห่งลดลงมาก เฉลี่ยได้แค่ 6-8 ตัน ต่อ 1 ไร่
2. มันสำปะหลัง  เปิดป่าใหม่ ๆ  ปลูกได้ 10-12 ตัน ต่อ 1 ไร่   แต่ปัจจุบัน  เกษตรกรปลูกได้ 3-4 ตัน ต่อ  1  ไร่
3. ยางพารา  ปลูกตอนที่ดินเปิดป่าใหม่ ๆ  จะได้น้ำยางเปอร์เซ็นต์ดี  ผลผลิตสูง  1 ไร่    ปลูกได้  76  ตัน    กรีดได้ทุก ๆ ต้น  แต่ปัจจุบันพอดินเสื่อม ยาง 76 ต้น หน้ายางตายนึ่งเกือบครึ่ง  เปอร์เซ็นต์น้ำยางก็ไม่ดี  น้ำยางออกน้อย  ทำให้รายได้ของเกษตรกรหายไปถึง 100% 
4. ข้าว  ซึ่งเป็นพืชหลักของประเทศไทย   ประเทศไทย มีนาข้าวมากที่สุดในโลก คือมีถึง    50 ล้านไร่       แต่ผลผลิตของเราได้ไม่เกิน  22  ล้านตัน  ต้นเหตุก็คือดินเสื่อมสภาพนั่นเอง 
ถ้าหากเกษตรกรรู้จักปรับปรุงดิน บำรุงดิน  ให้ดีเหมือนตอนเปิดป่าใหม่ ๆ  ข้าวก็จะเพิ่มขึ้นเป็น   50 ล้านตัน อาจจะถึง 60 ล้านตัน หากบำรุงดินดี ๆ   ถ้าผลผลิตเพิ่ม ถึงแม้ราคาจะไม่ดีแต่เกษตรกรชาวนาก็ยังมีกำไร

ซื้อผลิตภัณฑ์ในเครือ  บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด

เช่น ตราม้าเงา , ตราลูกโลกสมอ , ตราภูเขาทอง , ตราสามม้าเงา , ตราม้าทองซิลิคอน
และ ซิลิคอน 23 , บาจาซิลิคอน สามารถขอบัตรชิงโชค  ชิงรางวัล  15,112  รางวัล
(มูลค่าแปดล้านสามแสนหกหมื่นสี่พันบาทถ้วน)
จับทุก ๆ เสาร์  มวยรอบฟุกเทียน ช่อง 3  เวลา 12.00 น.  – 13.50 น. เริ่ม  17  มกราคม  2552
รางวัลที่ 1 รถกระบะอีซูซุ จำนวน  2  รางวัล มูลค่า            1,034,000  บาท  ( จับสิ้นปี)
รางวัลที่ 2 รถจักรยานยนต์ Honda Wave100
จำนวน  10  รางวัล  มูลค่า                                   330,000    บาท (จับทุก ๆ สิ้นเดือน)
รางวัลที่ 3 ทีวีสี  21  นิ้ว   จำนวน 100 รางวัล มูลค่า            500,000    บาท  (จับทุกเสาร์ ๆ ละ2 รางวัล)
                                                                                                                              
รางวัลที่ 4 ปุ๋ยกรดซิลิคอนผง 50 กก.
จำนวน 15,000   รางวัล  มูลค่า                       6,500,000  บาท (จับทุก ๆ เสาร์ เสาร์ละ 300รางวัล)
รวมรางวัลทั้งหมด  15,112  รางวัล  มูลค่ารวมทั้งสิ้น 8,364,000  บาท
- จับทุกเสาร์ ๆ ละ   302  รางวัล  เป็นปุ๋ย 300 รางวัล ,  โทรทัศน์สี 2 เครื่อง
-  เสาร์สิ้นเดือน        303  รางวัล  เป็นปุ๋ย 300 รางวัล , โทรทัศน์สี 2 เครื่อง , มอเตอร์ไซด์ 1 คัน
-  เสาร์สิ้นปี              305  รางวัล  เป็นปุ๋ย 300 รางวัล , โทรทัศน์สี 2 เครื่อง , มอเตอร์ไซด์ 1 คัน
 รถกระบะอีซูซุ  2  คัน
                                 สิ้นปีจับรถกระบะอีซูซุ  2  คัน  เกษตรกร 1 คัน เจ้าของร้านปุ๋ย 1 คัน


 

โครงการแก้จนแบบถาวร


เรียน       เกษตรกรทุก ๆ ท่านโปรดทราบ
เมื่อท่านซื้อผลิตภัณฑ์ในเครือ  บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด    ทุก ๆ ตรา  นอกจากจะมี
บัตรชิงโชคจับรางวัลมากกว่า 15,112  รางวัล  และจับทุก ๆ วันเสาร์ในมวยรอบ ฟุกเทียน ช่อง 3                เวลา 12.00 น. – 13.50 น. นโยบายโครงการแก้จนแบบถาวรยังมีนโยบาย  สร้างเครื่องอัดเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกรฟรี   มูลค่า 3 ล้านบาท  ใช้ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ให้แต่ละจังหวัด จังหวัดละ 1 ชุด ที่ให้ฟรีเพื่อเป็นแม่แบบโครงการแก้จนแบบถาวร   และยังช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้นอกระบบ  ทางโครงการ   จะไถ่ถอนหนี้ให้ก่อน  โดยไม่คิดดอกเบี้ย   ตำบลที่ถูกคัดเลือกจะได้รับการไถ่ถอนก่อน  ตำบลละ 5-10  ราย  เป็นการนำร่องให้ภาครัฐนำไปปฏิบัติ
และยังมีโครงการหาที่ดินทำกินและปลูกบ้านให้แก่ผู้ด้อยโอกาสอีกตำบลละ  5  หลัง  เพื่อเป็นแม่แบบแก่จังหวัดนั้น ๆ  หากเป็นโครงการที่ดีภาครัฐจะได้นำไปปฏิบัติต่อไป
                โครงการจัดที่ทำกินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำมาหากิน   
มีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

  1. หากเกษตรกรไม่มีที่ทำมาหากินจะจัดหาให้  10-20  ไร่ ต่อ ครอบครัว
  2. เมื่อได้ที่ทำมาหากินแล้วจะปลูกบ้านให้ก่อน 1  หลัง  มูลค่า 2-3 แสนบาท
  3. ทำรั้วกระถินครึ่งไร่  ชะอมครึ่งไร่  และปลูกผักหวานและผักยืนต้นทุก ๆ ชนิดรวม ผลไม้ทุก ๆ ชนิดอย่างละ 2  ต้น รวมเนื้อที่ไม่เกิน  2  ไร่  เพื่อลดสภาวะโลกร้อน

                4. และตั้งเงินเดือนให้ก่อน ในขณะที่ยังไม่มีรายได้  ครอบครัวละ  3,000 – 5,000 บาท 
ขึ้นอยู่ที่ครอบครัวเล็ก หรือครอบครัวใหญ่

  1. สนับสนุนให้ปลูกพืชตามที่เกษตรกรต้องการโดยให้ยืมปุ๋ยและพันธุ์ก่อนเมื่อได้

      ผลผลิตค่อยนำมาคืน
6. เมื่อเกษตรกรผู้ที่ได้รับการสนับสนุน  อยู่ดีกินดีมีเงินเหลือก็นำไปใช้หนี้ที่ค้างทางโครงการ
ซึ่งได้ลงทุนให้ก่อน   ใช้หนี้ที่ค้างจนครบจำนวน  ก็จะโอนที่ให้เป็นสมบัติของเกษตรกรต่อไป  การลงทุนให้ก่อนแต่ไม่ได้ให้ฟรี 
             ข้อดี    คือไม่เสียดอกเบี้ย    เมื่อได้เงินที่ลงทุนไปแล้วคืนมา ก็จะนำไปช่วยตำบลอื่น ๆ ต่อไปโครงการนี้จะลงทุนให้ทั่วประเทศ  จังหวัดละ  1-2  แห่ง  เพื่อเป็นแม่แบบให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติต่อไป 
โครงการสุดท้ายหากเกษตรกรไม่มีเงินทุนซื้อปุ๋ยทุก ๆ ชนิด  ให้รวมกลุ่มกันเข้ามาเพื่อให้โครงการ   แก้จนแบบถาวร หาปุ๋ยให้ใช้ก่อนเมื่อได้ผลผลิตค่อยนำเงินมาจ่าย  ปุ๋ยที่ว่าสามารถเพิ่มผลผลิตพืช ผัก ผลไม้ได้ ทุก ๆ  ชนิด  เพิ่มได้    ถึง  1-2 เท่าตัว คาดว่าเกษตรกรหลุดหนี้ภายในปีเดียว โครงการนี้ได้เปิดโครงการแรกที่   ต.ลิ้นฟ้า   จ.ศรีสะเกษ 
เครื่องผลิตปุ๋ย ได้ติดตั้งไปแล้วหลายจุด  เช่น 1. อบต.ลิ้นฟ้า  2. สหกรณ์นางรอง 3. มหาวิทยาลัยแม่โจ้  4. ไร่เข็มทอง (สวนท่านชัยสิทธิ์)  5. อบต.บ้านตาล  จ.ชัยภูมิ
หวังว่าโครงการนี้จะฟื้นฟูให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีด้วยวิธีการเพิ่มผลผลิต 
ดังที่ในหลวงท่านทรงตรัสไว้ว่า   “ดินดี  เกษตรกรอยู่ดีกินดี” ภาครัฐควรช่วยสร้างงานให้เกษตรกร  ถึงจะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างถาวรและสมบูรณ์แบบ
เช่น         ประกันราคาอ้อยตันละ                        1,000       บาท
ประกันราคายาง กิโลกรัมละ                    60       บาท  (หากยางล้นตลาดก็นำไปผลิต
เป็นผ้ายางกักเก็บน้ำ  ทำบ่อกักเก็บน้ำให้เกษตรกรทั่วประเทศไว้ใช้ในหน้าแล้ง )
ประกันราคามันสำปะหลังสดราคากิโลกรัมละ   2   บาท
ประกันราคาปาล์มกิโลกรัมละ                3.50     บาท  ( และห้ามนำเข้าจากต่างประเทศ)
ประกันราคาข้าวโพดกิโลกรัมละ              10     บาท  ( และห้ามนำเข้าจากต่างประเทศ)
ประกันราคาข้าวธรรมดาตันละ           10,000     บาท
ประกันราคาข้าวหอมตันละ 15,000     บาท
ตั้งโรงอบข้าวให้เกษตรกรทุก ๆ อำเภอ ค่าใช้จ่ายในการตั้งโรงอบให้เกษตรกรผ่อนคืน ไม่ได้ให้ฟรีเมื่อเกษตรกรนำข้าวไปขายจะได้ไม่มีความชื้นประกันราคาพืชผัก ผลไม้  ทุก ๆ ชนิด  หากมีมากก็นำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยน้ำ  ปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยจุลินทรีย์ แจก หรือ จำหน่ายถูก ๆ   เช่น  สับปะรด ลำไย  ทุเรียน  เงาะ  มังคุด  และอื่น ๆ  ยังมีพืชผักอีกหลายชนิดหากมีมากนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยน้ำ    จุลินทรีย์น้ำจะดีมาก ส่วนบ่อกุ้งมีบ่อกุ้งร้างมากนำมาปลูกปาล์ม  มีแม่แบบที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ชุมพร  บ่อกุ้งกักเก็บน้ำได้ดี  เพราะมีประตูน้ำ  จะเอาน้ำสูงแค่ไหนก็ได้
ส่วนสมุนไพรปลูกในสวนรอบ ๆ บ้าน  ให้กระทรวงสาธารณสุข  เป็นผู้กำหนดให้  ปลูกอะไร  และสอนวิธีใช้ให้ถูกวิธี  ว่าธาตุยาแต่ละชนิดมีคุณประโยชน์อะไร  ปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภค  เช่น  ตะไคร้  โหระพา  และอื่น ๆ เป็นต้น และควรแนะนำให้ความรู้แก่คนทั่วประเทศว่า ผักที่ทานเข้าไปมีคุณประโยชน์อะไรบ้าง
ถนนทุก ๆ สายปลูกมะขามเปรี้ยวปลูกแบบสลับฟันปลา  เมื่อมีผลผลิตเกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียงจะได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ด้วยวิธีการประมูลหรืออย่างไรก็ทำได้  จะได้ช่วยโลกร้อนไปในตัว
ตั้งตลาดกลางไว้  3,000  แห่ง  คอยระบายพืช ผัก ผลไม้   หากมีมากระบายวันละ 1 ตัน ต่อแห่ง  จะระบายได้ 3,000  ตัน  ต่อ  1  วัน   ถ้าหากนำโครงการแก้จนแบบถาวรไปปฏิบัติ  4  ปีเกษตรกรอยู่ดีกินดี  พวกพ่อค้า ระดับกลาง  กลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะดีขึ้นตามระบบเศรษฐกิจ  ดังในหลวงท่านทรงสอนไว้ “อยู่อย่างพอเพียง”  ในหลวงท่านคือ เทพเจ้าองค์หนึ่ง  รู้สภาพการณ์ล่วงหน้า  ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแก่ประชาชนคนไทย  ขอให้คนไทยทุก ๆ ท่านปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่าน  จะอยู่ดี  มีสุข  ทุก ๆ ครอบครัว  อย่าเอาโครงการใหญ่ ๆ หรือโปรเจคใหญ่ ๆ  มาหาเสียง  ประเทศชาติอาจล่มจม
หมายเหตุ  1.  ท่านใดเป็นไมเกรน  โทรมาขอสูตรยาอบ  อบรักษาโรคไมเกรนด้วยวิธีการสูดไออบ  อบ 7 ครั้ง  ไมเกรนหายขาด  ขอมาได้ที่โครงการแก้จนแบบถาวร
2. บางท่านเป็นโรคริดสีดวงทวาร หรือฝีกัณสูตร ก็ขอยามาได้ ทาน 7 หายขาดเลย ยานี้มี อย. แต่จะส่งให้ท่านซึ่งเป็นสมาชิกฟรี
3.  ถ้าหากประเทศไทยผลิตไบโอดีเซล   แก็สโซฮอล  ผลิตยาใช้เองได้สามารถ  ปิดประเทศได้เลยไม่นำเข้าทุก ๆ ชนิด  ประเทศไทยจะเป็นเจ้าเศรษฐกิจในอนาคต
4. ถ้าลอกทะเลสาบสงขลา ห้วย หนอง คลอง บึง  ที่มีแร่ธาตุอาหารตกค้างมาหลายล้านปี
มาทำปุ๋ยอินทรีย์  จะนำเงินขึ้นมาจากพระแม่ธรณี  8 แสนล้านบาท ต่อ ปี   หากนำไปขายทั่วโลกเฉพาะทะเลสาบสงขลา  ลอกได้ 9 พัน ล้านคิว  ขายคิวละ 5,000  บาท ประเทศไทยก็จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า  45 ล้าน ๆ  บาท ต่อการลอกทะเลสาบสงขลาครั้งเดียว  หากลอกห้วย หนอง คลอง บึง ทั่วประเทศ นอกจากจะฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม 105  ล้านไร่  ให้เป็นดินดีเหมือนเปิดป่าใหม่แล้ว  ยังมีน้ำไว้ใช้หน้าแล้งอย่างมหาศาล 

เมื่อเกษตรกรอ่านเอกสารทั้งหมดแล้วต้องการอะไร
เช่น  หากท่านจะให้ตำบลของท่านเป็นตำบลแม่แบบก็ให้คนในตำบลของท่านลงชื่อสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกโครงการแก้จนแบบถาวรก่อน   แต่งตั้งผู้นำเป็นประธาน  1  ท่าน   รองประธาน  2  ท่าน   เลขา  1  ท่าน
ทำเป็นเอกสารส่งมาที่  :  บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด 
                                                      อาคารเลขที่  1292  ถ.กาญจนวนิช  ต.หาดใหญ่ 
                                                      อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110
                                             โทร. 074-357727-30                                      
ส่วนท่านที่อยากจะได้สินค้าไปทดลองใช้  ระบุมาด้วยว่าให้ทางโครงการส่งสินค้าไปไว้ที่ร้านปุ๋ยร้านไหน  จะได้จัดส่งไปให้เกษตรกรใช้ฟรี  ติดต่อประสานงานกับร้านปุ๋ยร้านนั้นให้เรียบร้อย  พร้อม  ชื่อ เบอร์โทรเจ้าของร้านส่งมาให้ด้วย
                ส่วนท่านที่อยากจะเป็นผู้แทนหารายได้พิเศษ   ใช้วิธีเดียวกัน  ให้ทางโครงการส่งปุ๋ยไปลงปุ๋ยไว้ที่ร้านไหนช่วยระบุมาด้วยแล้วท่านจะได้ค่อย ๆ ไปเบิกทีละ  1-2  ตัน  ขอให้จ่ายเป็นเงินสดให้กับร้านที่ท่านระบุ
                                               
เมื่อเศรษฐกิจดี                        ย่อมส่งผลให้มีการศึกษาที่ดี
เมื่อมีการศึกษาที่ดี                   ก็ส่งผลให้สังคมดีตาม
เมื่อสังคมดี                               ความสงบสุขย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

                                                                                                                พลเอก ดร. ชัยสิทธิ์   ชินวัตร
                                                                                                     ประธานโครงการสร้างเงินสร้างงาน
                                                                                                           และโครงการแก้จนแบบถาวร

                                                                                                                 นายธรรมยุทธ์   เจนพิชิตกุลชัย
                                                                                                   ประธานในเครือบริษัท ฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด
                                                                                                       เลขานุการโครงการสร้างเงินสร้างงาน
                                                                                                           และโครงการแก้จนแบบถาวร


บทบาทจุลินทรีย์ที่มีต่อพืช

โดยทั่วไปตามธรรมชาตินั้น จุลินทรีย์มีอยู่ด้วยกัน 3  กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มสร้างสรรค์ คือ จุลินทรีย์ ที่มีคุณประโยชน์แก่พืช มีอยู่ประมาณ 10 %
  2. กลุ่มทำลาย คือ จุลินทรีย์ที่เป็นโทษ  ทำให้เกิดโรคพืช มีอยู่ประมาณ 10 %
  3. กลุ่มเป็นกลาง คือ จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะให้การสนับสนุน มีอยู่ประมาณ 80 %

ดังนั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่ง จุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมาอีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป
จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มๆ ตามคุณประโยชน์ที่มีต่อพืช ได้ดังนี้
1. จุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ไนโตรเจน (N) แทนยูเรีย   จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถใช้ไนโตรเจนจากอากาศซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ถึง 78%แล้วเปลี่ยนให้เป็นไนเตรตซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ได้ ได้แก่ อะโซโตแบคเตอร์ , ไรโซเบียม และ ไนโตรแบคเตอร์ เป็นต้น
2. จุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยฟอสเฟต (P)  จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถทำให้ฟอสฟอรัสในดิน ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ได้แก่ เชื้อรากลุ่มแอสเปอร์จิลลัสและเพนิซิลลิน เป็นต้น
3. จุลินทรีย์กลุ่มที่ย่อยโปรแตสเซียม (K)    จุลินทรีย์กลุ่มนี้สามารถละลายโปรแตสเซียม ในดิน ที่มักอยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ ให้ละลายออกมาอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียกลุ่มบาซิลลัส เป็นต้น
4. จุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ธาตุอาหารรองแก่พืช ( S, Ca, Mg) จุลินทรีย์กลุ่มนี้เมื่อตายจะถูก         จุลินทรีย์ตัวอื่นย่อยสลายและถูกปลดปล่อยออกมาให้แก่พืช ได้แก่ ยีสต์ กลุ่ม แคนดิดา และ        แซคคาโรไมซีส เป็นต้น
5. จุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตฮอร์โมนพืช เช่น กลุ่มบาซิลลัส สามารถ สร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน จิบเบอเรลลิน และไซโตไคนิน เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช
6. จุลินทรีย์กลุ่มที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย  จุลินทรีย์กลุ่มนี้จะทำหน้าที่ช่วยเร่งการย่อยสลายของซากพืชและซากสัตว์ ได้แก่ กลุ่มไตรโคเตอร์มา และเซลลูโมแนส
7. จุลินทรีย์กลุ่มที่ผลิตสารป้องกันและทำลายโรคและแมลงในพืช จุลินทรีย์ กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและยับยั้งการเจริญของเชื้อราและ แบคทีเรียพวกที่ก่อโรคบางชนิด เช่น แบคทีเรียกลุ่มแลคโตบาซิลลัส
8. จุลินทรีย์กลุ่มที่สร้างสีสันให้กับพืชผัก เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถผลิตสารให้สีที่เรียกว่า  แคโรทีนอยส์ (สารสีเหลือง, สารสีส้ม) และ แอสตาแซนทิน (สารสีแดง) เมื่อพืชผักได้รับสารดังกล่าวแล้ว จะช่วยเพิ่มสีสันให้สวยงามและน่ารับประทานยิ่งขึ้น ได้แก่ จุลินทรีย์กลุ่มพัฟเฟียโรโดไซมา และ โรโดทอรูลา
ดังนั้นในเครือบริษัทฟุกเทียนกรุ๊ป จำกัด ขอเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพคือ
ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอข้าว      5.   หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมออ้อย
  2. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอยาง       6.   หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอผลไม้
  3. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอปาล์ม   7.   หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอพืชผักพืชไร่
  4. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นหมอมันสำปะหลัง

 

ถ้าเกษตรกรนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้เดี่ยวๆก็ จะมีคุณประโยชน์ดังนี้

  1. เพิ่มธาตุอาหารในดินที่พืชต้องการใช้ครบทุกตัว
  2.  เร่งอัตราการเจริญเติบโตในพืช
  3. ทำให้ดินที่แข็งกระด้างกลับมาร่วนซุยขึ้น  ทำให้รากพืชสามารถเดินได้สะดวกขึ้น เพิ่มออกซิเจนในดิน
  4. ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิต รสชาติ สีสัน น้ำหนักให้ดีขึ้น ขายได้ราคาดีกว่าปกติ
  5. เพิ่มความแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลงให้กับพืช
  6. สามารถใช้แทนปุ๋ยเคมีได้เลยถ้าสภาพดินไม่เสียจนเกินไป หากสภาพดินเสียมากควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีจะดีมาก
  7. ป้องกันและทำลายเชื้อโรคและแมลงให้กับพืช
  8. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้และสัตว์เลี้ยง
  9. ยิ่งใช้ดินยิ่งดี ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ + กรดซิลิคอน

วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น

  1. นำหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 20 ซีซี หรือเท่ากับ 1-2 ช้อนโต๊ะ
  2. นำสูตรอาหารเลี้ยงเชื้อเข้มข้นสูง 20 ซีซี หรือเท่ากับ 1-2 ช้อนโต๊ะ
  3. ผสมน้ำ 20 ลิตร หรือเท่ากับ 1 ปี๊บ คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง

(หากให้ดียิ่งขึ้นผสมแล้วควรทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ขยายพันธุ์อย่างเต็มที่ก่อน)

  1. ใช้ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงปลูก  หรือรอบโคนต้นพืช  หลังจากหว่านปุ๋ยเคมีหรือ     ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ  15  วัน  จะได้ผลดีมาก  หรือจะใช้เดี่ยว ๆ ก็ได้ผลดีมาก    ให้ได้ผล 100%  ควรใช้ร่วมกับกรดซิลิคอนชนิดเม็ด หรือชนิดผง หรือปุ๋ยที่หมักด้วยกรดซิลิคอนจะดีเยี่ยม

 

ผลิตและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด
1292  ถ.กาญจนวนิช  ต.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110
โทร. 074-357727-30  แฟกซ์  074-3577731
www.fooktien.com